ประกันรายได้ยางพารา: ทางออกฝ่าวิกฤตยางพาราที่ยั่งยืน?

 โดย รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช, 4 November 2019

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 งบประมาณแผ่นดินเพื่อใช้ในการโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางได้เริ่มถูกนำมาจ่ายให้กับเกษตรกรชาวสวนยางเรียบร้อย ซึ่งจะมีการใช้จ่ายงบประมาณในระยะที่ 1 ทั้งสิ้น 24,278.62 ล้านบาท ในช่วงเวลา 6 เดือน (ต.ค. 62 – มี.ค. 63) หลายคนคงมีคำถามมากมายว่า โครงการฯ นี้จะช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำได้จริงหรือไม่? ลดการบิดเบือนกลไกตลาดได้จริงหรือไม่? และจะยั่งยืนเพียงใด? โครงการฯ นี้มีจุดอ่อนอะไรบ้างที่ต้องระวัง? วิกฤติยางพาราจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน? ภัยคุกคามจากยางธรรมชาติที่ผลิตจากพืชอื่นน่ากลัวเพียงใด? มาตรการกีดกันทางการค้ามีอะไรบ้างที่ต้องระวัง? และรัฐบาลควรใช้มาตรการใดเพื่อแก้วิกฤติยางพาราอย่างยั่งยืน? ผมขอสรุปสั้นๆ ชวนคิด หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และประชาชนผู้เสียภาษีทุกคนนะครับ…

รูปแบบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างไร?

โดยย่อ โครงการฯ นี้ถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางที่เผชิญกับปัญหาราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เกษตรกรที่มีสิทธิ์ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทยก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และมีพื้นที่ปลูกยางพาราอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว โดยจะได้รับความช่วยเหลือรายละไม่เกิน 25 ไร่ โดยกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ (ยางแห้ง) 240 กิโลกรัม/ไร่/ปี มีระยะเวลาประกันรายได้ 6 เดือน ตั้งแต่ตุลาคม 2562 – มีนาคม 2563 โดยมีการจ่ายเงินชดเชย 3 งวด และเงินค่าประกันรายได้ในแต่ละเดือนคำนวณจากผลคูณของปริมาณผลผลิตยางตามเนื้อที่กรีดยาง (240 กก./ไร่) กับส่วนต่างระหว่างราคายางที่ประกันรายได้และราคากลางอ้างอิงการขาย โดยมีวงเงินใช้จ่ายทั้งสิ้น 24,278.62 ล้านบาท อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การยางแห่งประเทศไทย (2562)

โครงการฯ นี้จะช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำได้จริงหรือไม่ ลดการบิดเบือนกลไกตลาดได้จริงหรือไม่? และยั่งยืนเพียงใด?

ตอบ โครงการฯ นี้ไม่สามารถแก้ปัญหาราคายางพาราในตลาดโลกตกต่ำได้ ไม่ได้ช่วยลดการบิดเบือนกลไกตลาด และไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหาวิกฤตยางพารา โดยมีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ดังนี้

1. จากหลักเกณฑ์ของโครงการฯ ไม่มีส่วนใดที่บ่งชี้ว่าจะช่วยทำให้ผลผลิตต่อไร่ของยางพาราเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผลิตภาพการผลิตยางพารายังคงไม่แตกต่างไปจากเดิม จากภาพที่ 1b เราจะพบว่า ผลผลิตต่อไร่ของยางพาราไทยในระดับประเทศ (รูปขวาเส้นสีฟ้า) ไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นกว่า 10 ปีมาแล้ว ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีผลผลิตต่อไร่สูงที่สุด ขณะที่ภูมิภาคอื่นมีผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ (ภาพที่ 1b และ 1a) หากเราจำกันได้ก่อนปี 2547 ยางพาราส่วนใหญ่ปลูกในภาคใต้ แต่ตั้งแต่ปี 2547 ยางพาราได้ถูกส่งเสริมให้มีการปลูกอย่างแพร่หลายผ่านโครงการปลูกยางพาราเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ถ้านับจากวันที่เริ่มปลูกถึงวันนี้ก็น่าจะประมาณ 15 ปี ซึ่งผลผลิตต่อไร่ก็ยังห่างไกลกับยางพาราที่ปลูกในภาคใต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังปลูกพืชในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ทำให้เรายิ่งไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ในตลาดโลก และถ้าเราเปรียบเทียบผลผลิตต่อไร่กับประเทศผู้ผลิตหลักของโลก ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และจีน จะพบว่าก่อนปี 2547 เรามีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าประเทศเหล่านี้ แต่ปัจจุบันอินเดียและเวียดนามแซงหน้าเราไปเรียบร้อย (ภาพที่ 1c) สะท้อนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบของไทยในตลาดโลกกำลังลดลง

2. จากหลักเกณฑ์ของโครงการฯ ไม่มีส่วนใดที่บ่งชี้ว่าจะช่วยทำให้ต้นทุนการผลิตยางพาราลดลง ดังนั้น ขีดความสามารถในการแข่งขันของยางพาราไทยในตลาดโลกคงไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ สะท้อนว่าความเปราะบางของผลตอบแทนสุทธิที่เกษตรกรได้รับต่อความผันผวนของราคายางพาราในตลาดโลกยังคงไม่ได้รับการแก้ไข ภาพที่ 2 บ่งชี้ว่า ผลตอบแทนสุทธิที่เกษตรกรได้รับเริ่มติดลบตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่านโยบายของภาครัฐที่ผ่านมา เน้นช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร แต่ไม่ได้ช่วยปรับโครงสร้างการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น ความเปราะบางของผลตอบแทนสุทธิจะยังคงอยู่ต่อไป และรัฐบาลจะต้องนำงบประมาณแผ่นดินที่มีอย่างจำกัดมาช่วยเหลือเยียวยาอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

3. โครงการฯ นี้ไม่ได้ช่วยลดการบิดเบือนกลไกตลาด แต่กลับเพิ่มการบิดเบือนกลไกตลาด สาเหตุหลักของราคายางพาราตกต่ำในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากสต็อคยางธรรมชาติของโลกได้ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปริมาณการใช้ เนื่องจากปริมาณอุปทานมากกว่าอุปสงค์ยางพาราหลายปีติดต่อกัน (ภาพที่ 3) โดยปกติการตกต่ำของราคายางพาราจากกลไกตลาดจะนำมาซึ่งการลดปริมาณการผลิตยางพาราหรือเกษตรกรจะทยอยโค่นยางพารามากขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่ที่ปลูกไม่มีประสิทธิภาพและต้นทุนการผลิตสูง แต่การมีโครงการฯ ช่วยเหลือทำให้เกษตรกรตัดสินใจไม่โค่นยางพารา ทำให้ปริมาณผลผลิตยางพาราไม่ลดลง ดังนั้น สต็อคยางพาราในระบบของโลกจึงไม่ลดลงหรือลดลงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ปีถัดไปปัญหาอุปทานยางพาราล้นตลาดจะวนเวียนกลับมาเหมือนเดิมและรัฐบาลคงต้องยื่นมือช่วยเหลือไปเรื่อยๆ ดังนั้น การใช้งบประมาณแผ่นดินผ่านโครงการฯ นี้จึงไม่ได้ช่วยแก้ไขวิกฤตยางพาราอย่างยั่งยืน แต่ก่อให้เกิดผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น

โครงการฯ นี้มีจุดอ่อนอะไรบ้างที่ต้องระวัง?

1. การกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ (ยางแห้ง) คงที่เท่ากับ 240 กิโลกรัม/ไร่/ปี ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยผลผลิตต่อไร่ของประเทศ นับเป็นจุดอ่อนและเป็นปัจจัยฉุดรั้งการยกระดับประสิทธิภาพในการผลิตยางพารา กล่าวคือ ไม่ว่าเกษตรกรจะผลิตยางพาราได้ต่ำกว่าหรือสูงกว่า 240 กิโลกรัม/ไร่/ปี ก็ยังคงได้รับเงินชดเชยที่ปริมาณ 240 กิโลกรัม/ไร่/ปี ดังนั้น เกษตรกรจึงไม่มีความจำเป็นที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพราะยังไงก็ได้รับความช่วยเหลือเท่ากัน เช่น หากเกษตรกรรายหนึ่งปลูกยางพารา 1 ไร่ สามารถผลิตยางพาราได้ 180 กิโลกรัม/ปี กรณีไม่มีโครงการฯ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปขายในท้องตลาดได้เพียง 180 กิโลกรัม แต่เมื่อมีโครงการฯ นี้ รัฐบาลคิดเหมาให้เกษตรกรขายได้ถึง 240 กิโลกรัม ทั้งๆ ที่มีผลผลิตเพียง 180 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้น เกษตรกรจึงไม่มีความจำเป็นต้องปรับตัวใดๆเพราะรัฐบาลยังไงก็คิดให้ตน 240 กิโลกรัม ในต่างประเทศ เช่น ในประเทศมาเลเซียได้มีนโยบายส่งเสริมแบบให้แรงจูงใจเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ถ้าเกษตรกรรายใดสามารถทำผลผลิตต่อไร่ได้สูงขึ้นจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่ม คงจะดีหากการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาวด้วย ไม่ใช่แค่เกิดประโยชน์เพียงระยะสั้นเท่านั้น

2. อาจเปิดช่องให้พ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อกับเกษตรกร จุดอ่อนนี้รัฐบาลอาจต้องคอยตรวจสอบให้ดีในจุดรับซื้อแต่ละแห่ง เนื่องจากพ่อค้าอาจผลักภาระการชดเชยส่วนต่างราคาให้กับรัฐบาลได้เพื่อเพิ่มกำไรให้ตนด้วยเหตุผลที่หลากหลาย งบประมาณภาครัฐอาจจะบานปลายหากไม่ทันเกมส์ของพ่อค้าคนกลาง การติดตามการเคลื่อนไหวของราคายางพาราในตลาดโลกและศึกษาความสัมพันธ์กับราคาส่งออก และราคารับซื้อจากเกษตรกรเป็นดูกลไกการส่งผ่านราคา (Price Transmission) จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

วิกฤติยางพาราจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน?

ขณะที่ปริมาณการผลิตยางพาราของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณความต้องการยางพาราถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่า โดยความต้องการบริโภคยางธรรมชาติโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 และ 2.3 ในปี 2562 และ ปี 2563 ตามลำดับ (IRSG 2019) ดังนั้น ปริมาณสต็อคยางพาราโลกถูกคาดการณ์ว่าจะยังทรงตัวในระดับสูงอีกอย่างน้อย 2-3 ปี ข้างหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการยางพาราของโลกคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคยางพาราหลักอันดับหนึ่งของโลกที่มีสัดส่วนการบริโภคถึงร้อยละ 40 ของการบริโภคยางธรรมชาติทั้งหมด ล่าสุดเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2562 องค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) (2019) ได้ปรับลดประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีนซึ่งคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 6.1 ในปี 2562 และลดลงเหลือร้อยละ 5.8 ในปี 2563 ดังนั้น จีนจึงมีแนวโน้มนำเข้ายางพาราจากโลกรวมทั้งไทยลดลง

สำหรับปัจจัยที่ 2 คือ การที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ยางสังเคราะห์ซึ่งเป็นคู่แข่งของยางธรรมชาติมีราคาที่ถูกลงและจะถูกใช้มากขึ้นเพื่อทดแทนยางธรรมชาติ โดย EIA (2019) ได้พยากรณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ WTI ในปี 2562 จะลดลงเหลือ 56.26 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จาก 65.06 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2561 และจะลดลงเหลือ 54.43 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2563 นอกจากนั้นค่าเงินบาทของไทยก็ยังมีแนวโน้มแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยางพาราไทยมีแนวโน้มแพงขึ้นในสายตาของประเทศผู้นำเข้ายางพารา

ภัยคุกคามจากยางธรรมชาติที่ผลิตจากพืชอื่นน่ากลัวเพียงใด?

ต้องบอกว่าน่ากลัวมาก! จากการทุ่มลงทุนวิจัยและพัฒนาเป็นระยะเวลายาวนานของบริษัทผลิตยางล้อชั้นนำต่างๆ จากกระแสความนิยมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคที่กำลังเพิ่มขึ้นแล้ว ประกอบกับความกังวลต่อการพึ่งพึงยางพาราอย่างเดียว เพราะหากเกิดโรคระบาด อาทิ โรคใบร่วง ในยางพาราอาจทำให้ไม่มีวัตถุดิบในการผลิตยางรถยนต์ นอกจากนั้นการผลิตยางพารายังกระจุกตัวอยู่เฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งค่าแรงงานกำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การผลิตแบบกระจุกตัวยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงทางการเมืองอันนำมาซึ่งความไม่มีเสถียรภาพของราคาและปริมาณอุปทานวัตถุดิบในการผลิตยางรถยนต์

พืช 2 ชนิดที่จะทดแทนยางพาราคือ ต้นรัสเซียแดนดิไลน์ (Russian Dandelion) และต้นวายยูลี (Guayule) โดยต้นวายยูลี (Guayule) (ภาพที่ 4) เหมาะกับการปลูกในพื้นที่แห้งแล้ง และการปลูกต้นรัสเซียแดนดิไลน์ (Russian Dandelion) ซึ่งเหมาะกับการปลูกในพื้นที่หนาวเย็น การส่งเสริมการปลูกพืชทั้ง 2 ชนิดจึงเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบในอุดมคติที่บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำต้องการ จุดเด่นของพืชทั้ง 2 ชนิดนี้คือไม่ต้องการคนกรีดเหมือนยางพารา แต่ใช้รถแทรกเตอร์ในการเก็บเกี่ยว ทำให้สามารถลดปัญหาเรื่องการหาแรงงานได้ ต้นรัสเซียแดนดิไลน์สามารถปลูกและเก็บเกี่ยวได้ปีละ 2 ครั้ง ขณะที่ต้นวายยูลี (Guayule) ต้องใช้เวลาปลูกนาน 2-3 ปี ถึงจะเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งนับว่าใช้เวลาปลูกจนเก็บเกี่ยวสั้นกว่ายางพารา และยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย นอกจากนั้นยางธรรมชาติที่ผลิตจากต้นวายยูลี (Guayule) จะไม่ทำให้ผู้ใช้เกิดอาการแพ้เหมือนกับผลิตภัณฑ์จากยางพารา

ตอนนี้ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ อาทิ Bridgestone Corporation, Cooper Tire & Rubber Co., Continental AG, Apollo Vredestein Europe, Pirelli & C. S.p.A., และ Balkrishna Industries Limited (BKT) ได้เร่งวิจัยและพัฒนาเพื่อทำให้สามารถผลิตยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติจากพืชทั้ง 2 ชนิด ตัวอย่างเช่น Continental ได้เริ่มลงทุนวิจัยตั้งแต่ปี 2554 โดยในปี 2559 ได้ทดสอบต้นแบบยางล้อสำหรับรถบรรทุกเป็นครั้งแรก และล่าสุด Continental ได้ผลิตยางล้อรถจักรยานได้แล้วและนำไปแสดงในงาน Tour de France 2019 ที่ผ่านมา และได้ลงทุนสร้างห้องทดลอง “Taraxagum Lab Anklam” ประเทศเยอรมัน เสร็จเมื่อ ธันวาคม 2561จะลงทุนโดยใช้เงินกว่า 1,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2017-2021 เพื่อพัฒนายางล้อที่ผลิตจากต้นรัสเซียแดนดิไลน์ (Russian Dandelion) (McLoud, 2019) และคาดว่าจะเริ่มผลิตยางล้อรถยนต์จากต้นรัสเซียแดนดิไลน์ภายใน 5-10 ปี ข้างหน้านี้เพื่อทดแทนยางธรรมชาติจากยางพารา นอกจากนั้น Cooper Tire & Rubber Co. ได้รับเงินทุนสนับสนุนวิจัย 6.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา และ Bridgestone Corporation ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยอีก 15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเดินหน้างานวิจัยจนถึงปี 2565 เมื่อเทียบกับงบประมาณวิจัยเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในภาคเกษตรไทยทั้งระบบประมาณปีละ 1,085 ล้านบาท (นิพนธ์ พัวพงศกร 2562) คงอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงอนาคตของยางพาราไทย

ภัยคุกคามจากมาตรการกีดกันทางการค้ามีอะไรบ้าง?

ภัยคุกคามอีกหนึ่งประการคือ ปัญหาการปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์และอยู่ในเขตป่าไม้ ซึ่งอาจสร้างปัญหาในอนาคตผ่านมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุน เนื่องจากในปี 2561 ได้มีการก่อตั้งกลุ่ม GPSNR (Global Platform for Sustainable Natural Rubber) ซึ่งริเริ่มโดย the World Business Council for Sustainable Development (WBCSD)’s Tire Industry Project (TIP) หน่วยงานนี้มีบริษัทผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ระดับโลกทั้งหมดเป็นสมาชิก โดยมีวิสัยทัศน์คือห่วงโซ่คุณค่าของยางพาราจะต้องก่อให้เกิดความยุติธรรม เสมอภาค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกฎหลัก 12 ข้อ ที่จะปฏิบัติตามร่วมกัน ได้แก่ ความยั่งยืนของป่าไม้ การจัดการน้ำ สิทธิในที่ดิน สิทธิในแรงงาน สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค การตรวจสอบย้อนกลับ ความโปร่งใสในการรายงาน ต่อต้านการคอรัปชั่น กลไกการร้องทุกข์ กลไกการตรวจสอบ และการฝึกอบรมและการศึกษา อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ (https://www.gpsnr.org/)

รัฐบาลควรมีมาตรการใดเพิ่มเพื่อแก้วิกฤติยางพาราอย่างยั่งยืน?

1. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา
• ควรเพิ่มงบประมาณวิจัยในภาคเกษตรซึ่งมีน้อยมากเพียงปีละ 1,085 ล้านบาท เพื่อหาแนวทางในการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการผลิต อาทิ พัฒนาสายพันธุ์ยางพารา เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานยางพาราเพื่อเตรียมรับมือกับการแข่งขันจากยางธรรมชาติที่ผลิตจากต้นวายยูลี และต้นรัสเซียแดนดิไลน์ ในอนาคตอันใกล้นี้ ควรเร่งส่งเสริมตั้งแต่วันนี้อย่างจริงจังเพราะต้องใช้เวลานานในการศึกษาวิจัย การลงทุนนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาวมากกว่าการใช้เงินหลักแสนล้านบาทในการแทรกแซงราคาและอุดหนุนที่ก่อให้เกิดผลระยะสั้น และฉุดรั้งการพัฒนาภาคเกษตรไทย
• ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อสร้างแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์เพื่อวิเคราะห์และพยากรณ์อุปสงค์และอุปทานของตลาดยางพาราที่แม่นยำ ประเด็นนี้ในต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของข้อมูลเพื่อให้ในการตัดสินใจ

2. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
• ควรเร่งส่งเสริมการโค่นต้นยางเก่าที่ทรุดโทรมและมีอายุมาก รวมทั้งในพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสมหรือเหมาะสมที่มีกว่า 4.9 ล้านไร่ โดยให้แรงจูงใจกับเกษตรกรมากกว่าปัจจุบันเพื่อเร่งการตัดสินใจโค่นยาง โดยทำควบคู่กับการให้แรงจูงใจกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ไม้ยางพาราในประเทศเป็นวัตถุดิบ หรือลดภาษีสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ไม้ยางพาราในประเทศเป็นวัตถุดิบเพื่อเพิ่มอุปสงค์ไม้ยางพาราให้สอดรับกับอุปทานไม้ยางพาราที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น นโยบายนี้ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในประเทศมาเลเซีย
• การออกแบบโครงการฯ หรือมาตรการช่วยเหลือในอนาคต ควรให้การช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข และกำหนดกฎเกณฑ์ในการเข้าร่วมโครงการฯ ที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตยางพาราด้วย

3. ลดต้นทุนจากการใช้ปัจจัยการผลิต
• ส่งเสริมความรู้ด้านการจัดการแปลงเพื่อลดต้นทุน และสนับสนุนการใช้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่ประหยัดแรงงาน เช่น ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลสมัยใหม่ทดแทนการใช้แรงงาน เป็นต้น
• ส่งเสริมให้เกษตรกรสวนยางขนาดเล็กมีการรวมตัวเป็นแปลงขนาดใหญ่ผ่านความร่วมมือของสหกรณ์เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด การรวมแปลงขนาดใหญ่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายการซื้อปัจจัยการผลิตได้ด้วยจากอำนาจต่อรองทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อเกษตรกรมีการรวมกลุ่มกัน ล่าสุดนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียกำลังส่งเสริมระบบการจัดการฟาร์มแบบมีผู้จัดการฟาร์ม (Farm Managers) เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการผลิตในภาคเกษตร (Bernama, 2019)

4. เพิ่มสัดส่วนการใช้/แปรรูปในประเทศเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น
• ส่งเสริมการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราในทุกรูปแบบที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นโดยเริ่มจากหน่วยงานภาครัฐ ตามด้วยภาคเอกชน และภาคประชาชน
• ส่งเสริมการจัดตั้งอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา อาทิ การผลิตยางรถยนต์และถุงมือยาง โดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ซึ่งควรเร่งส่งเสริมอย่างจริงจังผ่านโครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่

5. ส่งเสริมการปลูกและการแปรรูปยางพาราที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
• ควรตรวจสอบอย่างเคร่งครัดไม่ให้มีการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราในเขตป่าไม้ และพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาจากผลผลิต รวมถึงการปฎิบัติตามเกณฑ์ 12 ข้อ ของ GPSNR เพื่อลดปัญหาการกีดกันทางการค้าและการลงทุนในผลิตภัณฑ์ยางพารา

6. หาตลาดส่งออกใหม่นอกเหนือจากประเทศจีนเพื่อกระจายความเสี่ยง
• เร่งประสานกับกระทรวงพาณิชย์และทูตพาณิชย์เพื่อหาตลาดใหม่ซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่

7. ส่งเสริมการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรควบคู่ไปกับการปลูกยางพารา
• ส่งเสริมการปลูกพืชร่วมยางและแซมยาง
• ส่งเสริมการทำอาชีพเสริมนอกเหนือจากการปลูกยางพารา

จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่ามูลค่าความเสียหายของอุตสาหกรรมยางพาราไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่ปรับตัว และโครงการประกันรายได้ฯ อาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน เอาใจช่วยรัฐบาลให้ทำได้สำเร็จเพื่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง และคนไทยทุกคนครับ

เอกสารอ้างอิง
การยางแห่งประเทศไทย (2562) โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 1 : คู่มือสร้างการรับรู้สำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง https://www.opsmoac.go.th/news-files-412791791190

นิพนธ์ พัวพงศกร (2562) เทคโนโลยีสมัยใหม่กับอนาคต ‘การเกษตร’ ไทย
https://tdri.or.th/2019/09/frobes-commentaries-sep-2019/

Bernama. 2019. Gov’t to introduce ‘farm managers’ system to improve income of farmers. Malaysiakini News. 31 October 2019. https://www.malaysiakini.com/news/498133

IMF (2019) Prolonged Uncertainty Weighs on Asia’s Economy. https://www.imf.org/…/na102319-prolonged-uncertainty-weighs…

EIA (2019) Short-Term Energy Outlook (STEO) https://www.eia.gov/outlooks/steo/pdf/steo_full.pdf

Kottayam, Aravindan. 2019. Recovery in rubber prices unlikely in 2019 due to unfavourable demand-supply fundamentals. https://www.thehindubusinessline.com/…/…/article25913469.ece

IRSG (2019) The Condition and Outlook of World Natural Rubber Supply and Demand. http://www.shfe.com.cn/co…/2019-528/speech/XJ-Pinizzotto.pdf

McLoud, Don. 2019. Continental opens lab to develop dandelion as alternative tire rubber. https://www.equipmentworld.com/continental-opens-lab-to-de…/

Leave a Reply