ประวัติศาสตร์ของมะละกอ: ข้อถกเถียงที่ยังไม่จบ

ย่อเรื่องโดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด, 14 เมษายน 2562

มะละกอเป็นพืชที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยจนเหมือนเป็นพืชท้องถิ่น แต่จริงๆ แล้ว มะละกอก็เหมือนกับพริกที่เป็นพืชที่นำเข้ามาจากต่างถิ่น พร้อมๆกับการเข้ามาของฝรั่งชาติตะวันตกในช่วงอยุธยา

แต่ความพิเศษของมะละกอประการหนึ่งที่แตกต่างจากพืชนำเข้าอื่นๆ ก็คือ ความคลุมเครือและข้อถกเถียงหลายประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความเป็นไปของมะละกอนี่แหละ 

บทความนี้จึงขอประมวลประวัติศาสตร์และข้อถกเถียงเกี่ยวกับมะละกอมาให้พิจารณากัน

แหล่งกำเนิดของมะละกอ

ข้อถกเถียงประการแรกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมะละกอมาจากข้อมูลที่ไม่ตรงกันเสียทีเดียวระหว่างเอกสารของโปรตุเกสและสเปน

เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศของโปรตุเกสระบุว่า มะละกอมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เทือกเขาแอนดิสในทวีปอเมริกาใต้ แต่บางเอกสารบอกว่า มะละกอมาจากเม็กซิโก หรือมาจากบริเวณอเมริกากลาง ส่วนเอกสารของสเปนระบุว่ามาจากฝั่งทะเลแคริเบียนของปานามาและโคลัมเบีย 

อย่างไรก็ดี ข้อถกเถียงนี้ พอสรุปได้ว่า มะละกอมาจากทวีปอเมริกาแน่นอน และเป็นไปได้ว่าจะพบมะละกอกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณเม็กซิโก อเมริกากลาง ไปจนถึงเทือกเขาแอนดิส

การเดินทางของมะละกอ

ข้อถกเถียงประการต่อมาก็คือ ใครเป็นคนพามะละกอออกจากทวีปอเมริกา ซึ่งในประเด็นนี้ ทั้งโปรตุเกสและสเปน ต่างกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้นำมะละกอไปเผยแพร่ยังส่วนต่างๆ ของโลก

ฝ่ายสเปนอ้างว่า เหล่านักรบสเปน (หรือ conquistadors) เป็นผู้นำมะละกอไปเผยแพร่ยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากมีชัยชนะเหนือเม็กซิโก (อาณาจักรแอซเท็ก) และเปรู (อาณาจักรอินคา) และตั้งชื่อว่า เมลอน ซาโปเต้ (Melon Zapote) ทั้งนี้ เอกสารของหมอบรัดเลย์ก็เชื่อว่า สเปนเป็นผู้นำมะละกอเข้ามาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เอกสารอื่นๆ รายงานว่า โปรตุเกสเป็นผู้นำมะละกอเข้ามาปลูกในเอเชีย โดยเริ่มปลูกที่มะละกา ก่อนที่จะนำไปปลูกที่อินเดีย และขยายไปยังส่วนอื่นๆ ของเอเชีย 

ข้อถกเถียงประเด็นนี้น่าจะหาข้อยุติได้ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างมีบันทึกซึ่งสนับสนุนข้อสรุปของตน และก็คงเป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่าเอกสารใครถูกต้องกว่ากัน รศ. สุรีย์ ภูมิภมร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สรุปว่า มีความเป็นไปได้ว่า ทั้งสองฝ่าย (สเปนและโปรตุเกส) ต่างทำหน้าที่ในการกระจายพันธุ์มะละกอมาสู่เอเชีย เพียงแต่ใครจะก่อนจะหลังในบริเวณใด เท่านั้นเอง

มะละกอมาถึงไทยเมื่อไร?

ข้อถกเถียงข้อนี้ ดูจะเป็นข้อถกเถียงประการสำคัญสำหรับเมืองไทย จะว่าไปข้อถกเถียงประการนี้น่าจะเกิดจากจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ซึ่งโดยทั่วไป ถือว่าเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา เพราะบันทึกไว้ละเอียดมาก มีการเขียนคำออกเสียงภาษาไทยกำกับ แถมมีการวาดรูปประกอบด้วย แต่สำหรับประเด็นมะละกอ จดหมายเหตุดังกล่าวกลับกลายเป็นชนวนสู่ข้อถกเถียงไปได้

จดหมายเหตุของลาลูแบร์ (สำนวนแปลของ สันต์ ท. โกมลบุตร) ในส่วนนี้บันทึกไว้ว่า

“ทำนองเดียวกับแตงไทย (melon) ในประเทศสยามก็มิใช่แตงไทยแท้ แต่เป็นผลไม้ของต้นไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งรู้จักกันในหมู่เกาะของอเมริกาในชื่อว่า มะละกอ (papayer) ข้าพเจ้าไม่เคยกินผลไม้ชนิดนี้”

จากบันทึกส่วนนี้แหละที่ทำให้เกิดการตีความเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่ง ตีความตามลาลูแบร์ว่า มะละกอเข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา คือเข้ามาก่อนยุคพระนารายณ์มหาราชแล้ว บางเอกสารระบุถึงขนาดว่า เข้ามาในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม 

อย่างไรก็ดี อีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ค่อยแน่ใจในบันทึกของลาลูแบร์ในส่วนนี้ เพราะ (ก) ลาลูแบร์ไม่ได้บันทึกชื่อเรียกภาษาไทยของผลไม้ชนิดนี้ ดังนั้น จึงอาจจะเข้าใจผิดกัน (ข) การเปรียบเทียบมะละกอว่าเป็น “แตงไทย” ดูจะไม่ค่อยเข้ากับความคิดของคนไทยเลย (แต่คนสเปนก็เรียก มะละกอว่า เมล่อน เหมือนกันตามที่กล่าวแล้ว) และ (ค) ไม่มีพื้นที่ใดในประเทศไทยที่เรียกมะละกอว่า “แตง” (ตามที่ลาลูแบร์บอก) นอกจากสตูลที่เรียกมะละกอว่า “แตงตัน”

อนึ่ง ในบทนี้ ลาลูแบร์ ได้วาดภาพประกอบเป็นรูป ต้นกล้วย ต้นขนุน ต้นทุเรียน ต้นมะม่วง สับปะรด และมะพร้าว โดยมีคำออกเสียงภาษาไทยกำกับอย่างถูกต้องทั้งหมด (ตามภาพประกอบ) แต่ไม่มีภาพวาดมะละกอ ดังนั้น ฝ่ายนี้จึงยังไม่เชื่อในบันทึกของลาลูแบร์

pastedGraphic.png

ภาพผลไม้ชนิดต่างๆ ที่ลาลูแบร์วาดขึ้น ภาพจาก มติชนออนไลน์

แล้วฝ่ายที่ไม่เชื่อในบันทึกของลาลูแบร์ เชื่อว่า มะละกอเข้ามาถึงเมืองไทยเมื่อไร? คำตอบคือ หลักฐานเอกสารที่ยืนยันชัดเจนแบบไร้ข้อกังขาคือ บันทึกของนายลินโซเตน ชาวดัชต์ที่เข้ามาเที่ยวในกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2314) ได้บันทึกว่า ชาวโปรตุเกสนำมะละกอมาปลูกที่มะละกา และเข้ามาในประเทศไทยในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

นั่นแปลว่า ฝ่ายที่ไม่เชื่อจดหมายเหตุของลาลูแบร์ คิดว่า ผู้คนสมัยอยุธยาไม่น่าจะเคยลิ้มลองรสชาติของมะละกอ (หรือส้มตำ) แต่ชาวไทยเริ่มลิ้มรสมะละกอในช่วงกรุงธนบุรีหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในปี ค.ศ. 1999 การศึกษาของ Bernard Maloney จากไอร์แลนด์เหนือ ได้พบละอองเรณูของมะละกอที่ชั้นล่างสุดของสระน้ำในพระราชวังโบราณอยุธยา เช่นเดียวกับละอองเรณูของสับปะรด (พืชนำเข้าอีกชนิดหนึ่ง) พุทรา มะม่วง และมะพร้าว กำหนดอายุได้ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา และสันนิษฐานว่าอาจจะปลิวมาลงในสระ จึงนับเป็นหลักฐานโบราณคดีเกี่ยวกับมะละกอที่เก่าที่สุดในเมืองไทยขณะนี้ และบ่งชี้ว่า มะละกออาจเข้ามาถึงเมืองไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว

ชื่อของมะละกอมาจากอะไร?

อีกประเด็นหนึ่งที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่คือ ชื่อ “มะละกอ” ในภาษาไทยภาคกลาง (และภาคใต้ที่เรียก “ลอกอ”) นั่นมาจากไหน พ้องหรือเชื่อมโยงกับใคร 

สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่า คำว่า “มะละกอ” น่าจะมาจากคำว่า “มะละกา” ซึ่งเป็นที่มาของมะละกอก่อนเข้ามาสู่เมืองไทย พูดง่ายก็คือ มะละกอคือ พืชที่มาจากมะละกา นั่นเอง

อย่างไรก็ดี เราคงต้องค้นหาหลักฐานเกี่ยวกับคำอธิบายนี้กันต่อไป อนึ่ง สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เล่าเพิ่มเติมว่า คำว่า “มะละกา” ในภาษาถิ่นของเขา แปลว่า “มะขามป้อม” ซึ่งหากทฤษฎีนี้เป็นจริง ก็นับว่าเป็นการตั้งชื่อที่น่าสนใจและน่าสับสนไปพร้อมๆ กัน (มะละกอ = มะขามป้อม)

ทำไมถึงเรียกบักหุ่ง

ชื่อมะละกออีกชื่อหนึ่ง ซึ่งผมสงสัยมากคือ “บักหุ่ง” ที่พี่น้องชาวอีสานเรียกขานกัน ตอนไปค่ายสมัยเป็นนิสิต ก็เคยสอบถามชาวบ้าน แต่ไม่ได้รับคำตอบ จึงพยายามสืบค้นต่อมา

ชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอว่า บักหุ่งเข้ามาอีสาน ครั้งแรก สมัยต้นรัชกาลที่ 1 โดยปลูกที่เมืองอุบลราชธานี โดยท่านเจ้าเมือง “พระยาคำผง” นำมาเผยแพร่ปลูกไว้รับประทานผลสุก ซึ่งในสมัยนั้นปลูกกันเฉพาะเจ้านาย เพราะถือว่าเป็นผลไม้ต่างถิ่น เป็นอาหารในรั้วในวัง และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ได้รับมาจากกรุงเทพ ชาวอีสานสมัยนั้นจึงเรียกมะละกอว่า “กล้วยกรุงเทพ” หรือ เรียกสั้นๆ ว่า “กล้วยเทพ” (เช่นเดียวกับที่ทางภาคเหนือ เรียกว่า “กล้วยเต๊บ” (กล้วยเทพ) มาจนถึงปัจจุบัน)

ต่อมาท่านเจ้าเมืองหัวเมืองต่างๆ ในภาคอีสานได้นำพันธุ์มะละกอไปปลูกตามพื้นที่ต่างๆ ใครที่ปลูกเอาผลสุกไปถวาย หรือไปให้เจ้าเมืองรับประทานก็จะได้รางวัลเจริญรุ่งเรืองกันถ้วนหน้า ดังนั้น ชาวอีสานจึงเรียกมะละกอว่า “ บักหุ่ง “ หมายถึง “ควมฮุ่งเฮือง” หรือ ความรุ่งเรือง นั่นเอง

อย่างไรก็ดี คำว่า บักหุ่งนั้นยังตรงกับภาษาลาวที่เรียกว่า ໝາກຫຸ່ງ (หมากหุ่ง) และ ຫຸ່ງ (หุ่ง) และคล้ายกับภาษาเขมร ល្ហុង (ลฺหุง) ดังนั้น จึงน่าจะมีการแพร่กระจายของพันธุ์และชื่อของมะละกอที่เกี่ยวข้องกัน (เช่น เพื่อนบ้านรับมาจากไทย หรือไทยรับมาจากเพื่อนบ้าน) ซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

มะละกอแพร่หลายเมื่อไร? 

ข้อน่าคิดประการต่อมาคือ มะละกอมีการแพร่กระจายพันธุ์จนเป็นที่นิยมในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใด

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปดูในบัญชีรายการเก็บภาษีการเกษตรในช่วงรัชกาลที่ 2 และ 3 ทั้งอากรสมพัตสร (เก็บจากพืชไร่หรือพืชล้มลุก) และอากรสวน (เก็บจากไม้ผล) ล้วนไม่พบมะละกอในรายการเก็บภาษีดังกล่าว แต่พบรายการเก็บภาษีจากญาติที่มาด้วยกันจากทวีปอเมริกา คือ พริกเทศ (หรือพริก ในปัจจุบันนี้) นั่นน่าจะแปลว่า มะละกอยังไม่เป็นที่นิยมปลูกกันแพร่หลายนักในช่วงนั้น

ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ได้เล่าว่า ในราว พ.ศ. ๒๔๗๕-๗๙ รัฐบาลสยามได้สนับสนุนให้ชาวไร่ชาวนาปลูกมะละกอเพื่อนำมาสกัดเอายางมะละกอสำหรับส่งขายต่างประเทศ โดยยกตัวอย่างประเทศศรีลังกาว่าสามารถขายยางมะละกอได้ปีละ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท โดยส่งออกไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับทำ “หมากฝรั่ง” ในตอนนั้นจึงมีการส่งเสริมปลูกกันมาก และมีการนำเข้ามะละกอพันธุ์ฮาไวเอียนมาเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์โดยใช้โรงเรียนกสิกรรม ตำบลทับกวาง เป็นสถานีทดลอง และน่าจะเป็นจุดที่ทำให้มะละกอขยายตัวออกไปในวงกว้างขึ้น

อย่างไรก็ดี ผู้คนจำนวนไม่น้อย (รวมถึงผมด้วย) เชื่อว่า สิ่งที่ทำให้มะละกอแพร่ขยายไปทั่วประเทศไทยก็คือ อาหารชื่อ “ส้มตำ” หรือ “ตำบักหุ่ง” ในภาษาอีสานนั่นเอง

ส้มตำเกิดขึ้นเวลาใด?

คำว่า “ส้มตำ” เป็นแผลงสลับคำของคำว่า “ตำส้ม” ในภาษาอีสาน ซึ่งหมายถึง การตำอาหารต่างๆ ที่มีรสเปรี้ยว ซึ่งสามารถดัดแปลงได้มากมายหลายรูปแบบดังที่ปรากฏจนกระทั่งปัจจุบัน แต่สิ่งที่เราสนใจคือ “ส้มตำ” หรือ “ตำบักหุ่ง” เกิดขึ้นในสมัยใด

ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ได้อธิบายว่า หลักฐานที่เก่าที่สุดที่พบก็คือ ในวรรณคดีนิราศวังบางยี่ขันของคุณพุ่ม ซึ่งบรรยายเรื่องราวการตามเสด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงนารีรัตนา พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) กับเจ้าจอมมารดาเจ้าหญิงดวงคำ (หนูมั่น) พระราชนัดดาในเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ เสด็จไปเยี่ยมพระญาติชั้นผู้ใหญ่ คือ เจ้าจันทรเทพสุริยวงศ์ ดำรงรัฐสีมา มุกดาหาราธิบดี (หนู) หรือ เจ้าจันทรประทีป (ต้นสกุลจันทนากร) เจ้าผู้ครองเมืองมุกดาหารเมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2412 ณ วังบางยี่ขัน ซึ่งเคยเป็นสถานที่ประทับของเจ้าอนุวงศ์มาก่อน วรรณคดีเรื่องนี้ได้กล่าวถึงส้มตำว่า เป็นอาหารในราชสำนักลาวเวียงจันทน์ที่พระบรมวงศานุวงศ์ลาวทรงนำขึ้นโต๊ะเสวย พร้อมทั้งบรรยายถึงอาหารชนิดอื่นในวังบางยี่ขันด้วย 

ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า ส้มตำจะเป็นอาหารที่นิยมกันในประเทศลาวและในอีสานแล้วในเวลานั้น

ส่วนหลักฐานอาหารไทยที่เก่าที่สุดที่พบคือ ในตำรับสายเยาวภา ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2478 โดยสายปัญญาสมาคมมีอาหารที่เรียกว่า ข้าวมันส้มตำ โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือข้าวมันหุงด้วยกะทิ และส้มตำซึ่งใช้มะละกอเป็นหลักแต่มีส่วนผสมที่มากกว่าสูตรของคนอีสานคือมีกุ้งแห้งกับถั่วลิสงป่น และปรุงรสชาติแบบนุ่มนวลไม่จัดจ้าน ค่อนข้างไปทางหวานนำ

pastedGraphic_1.png

สูตรและวิธีการทำข้าวมันส้มตำในตำรับสายเยาวภา ภาพประกอบจาก ธงชัย ลิขิตพรสววรค์

เช่นเดียวกันกับคำบอกเล่าของ ดร. ประเสริฐ ณ นคร บุรพจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลแก่คุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ว่า เมื่อท่านอายุได้ 10 ขวบ (พ.ศ. 2471) อาศัยอยู่ที่แพร่ ท่านได้เงินวันละ 2 สตางค์ ไปโรงเรียนและได้ซื้อตำส้มมารับประทานจานละ 1 สตางค์ ท่านเล่าว่าก็เป็นส้มตำแบบปัจจุบันนั่นเอง มีมะละกอสับเป็นส่วนประกอบหลัก

รวมถึง พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร ก็ได้เล่าให้คุณธงชัยฟังเช่นกันว่า เมื่อท่านมาเรียนที่ขอนแก่น (โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน) ก่อน พ.ศ. 2478 ท่านก็ได้รับประทานส้มตำอย่างปัจจุบันแล้ว คือ มีมะละกอเป็นหลัก ผสมด้วยปูเค็มหรือปลาร้าแล้วแต่ชอบ

เพราะฉะนั้น ในประเด็นนี้ก็น่าจะชัดเจนพอสมควรว่า ส้มตำเป็นอาหารที่คนไทยทานกันทั่วไปประมาณ 100 ปีแล้ว แม้จะยังมิใช่อาหารชื่อดังหรือหนึ่งในอาหารยอดนิยม เช่นในปัจจุบัน 

คนกรุงเทพฯ เริ่มนิยมกินส้มตำเมื่อไร?

ในอดีต คนกรุงเทพไม่ค่อยทานส้มตำมากนัก แต่ส้มตำเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นก็ด้วยร้านไก่ย่างส้มตำ ที่เริ่มต้นสำหรับลูกค้าชาวอีสานที่มาทำงานในกรุงเทพฯ นั่นเอง

สุจิตต์ วงษ์เทศเล่าว่า ร้านอาหารอีสานร้านแรกในกรุงเทพ ซึ่งขายข้าวเหนียว ลาบ ส้มตำ และอื่นๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2487 (จนถึง ปี พ.ศ. 2518) ชื่อร้าน “แซบอีหลี” อยู่เชิงสะพานขาว ฝั่งเดียวกับโรงพยาบาลมิชชั่น เนื่องจากมีพี่น้องอีสานมาทำงานในย่านนั้น (ตลาดมหานาค หรือริมคลองผดุงกรุงเกษม)

ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ เล่าว่า ร้านไก่ย่าง ส้มตำ ที่มีชื่อเสียงมาก คือ ร้านไก่ย่าง ส้มตำข้างสนามมวยราชดำเนิน ชื่อร้านไก่ย่างผ่องแสง (ผมเคยไปทานสมัยเด็กๆ) เจ้าของร้านชื่อด้วงทอง ซึ่งสนามมวยราชดำเนินสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2488 ในระยะนั้นชาวอีสานจำนวนมากเข้าสู่กรุงเทพฯ (ราว พ.ศ. 2490) โดยเข้ามาพักอาศัยอยู่ริมสนามมวยราชดำเนินทำนองเพิงชั่วคราวและได้กลายเป็นแหล่งชุมนุมใหญ่ของอาหารอีสาน

คุณด้วงทอง เจ้าของร้านส้มตำไก่ย่างผ่องแสงก็เข้ามาเป็นลูกมือตำส้มตำในราว พ.ศ. 2493 จนนายจ้างเจ้าของร้านชื่อเฟื่องฟูเพิ่มค่าจ้างจากเดือนละ 50 บาท จนเป็นหลายร้อยบาท จนพอจะเก็บเพื่อทำเป็นทุนได้ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2501 ได้มีการสร้างอาคารพาณิชย์ 2ชั้นขึ้นเพื่อทดแทนบ้านไม้ของเดิม พร้อมทั้งเปิดร้านใหม่ด้วยปริมาณการขายอยู่ที่การใช้มะละกอวันละ 100 ผล ไก่ย่างวันละ 120 ตัว หากวันไหนมีรายการมวยพิเศษยอดการจำหน่ายจะสูงเป็นเท่าตัว