ประวัติศาสตร์การเกษตรแบบพันธสัญญา: กรณีศึกษาของกล้วหอมและไก่

เล่าเรื่องโดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด, 27 เมษายน 2562

การขยายตัวของการบริโภคทั้งโดยผ่านร้านฟาสต์ฟู้ดและผ่านโมเดิร์นเทรด ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หมายความว่า ทั้งฟาสต์ฟู้ดและโมเดิร์นเทรด รวมถึง ซัพพลายเออร์ที่จัดหาสินค้าเหล่านั้น จึงจำเป็นต้องจัดหาผลผลผลิตด้วยวิธีการที่จะสร้างความมั่นใจว่าจะมีสินค้าในปริมาณที่พอเพียง ในคุณภาพที่ยอมรับได้ ในระยะเวลาที่ต้องการ และในต้นทุนที่สมเหตุสมผลและแข่งขันได้ ซึ่งหนึ่งในวิธีที่คิดและพัฒนาขึ้นมาในช่วงเวลานั้นก็คือ การเกษตรแบบพันธสัญญา นั่นอง

การเกิดขึ้นและการขยายตัวของการเกษตรแบบพันธสัญญาได้ทำให้เกิดข้อถกเถียงต่างๆ ตามมามากมาย ทั้งในแง่ที่ดีช่วยทำให้ห่วงโซ่อุปทานสมัยใหม่มีความมั่นคงมากขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการผลิตอาหารขึ้นด้วย และในแง่ลบ โดยเฉพาะ การทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมสำหรับเกษตรกร บทความนี้จึงพาไปเรียนรู้ความเป็นมาของการเกษตรแบบพันธสัญญาทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ เพื่อที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้เรื่องนี้ในเชิงลึกต่อไป

การเกษตรแบบพันธสัญญา: กรณีของกล้วยหอม

คนทั่วไปอาจไม่ทราบว่า กล้วยเป็นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับที่ 4 ของโลกในปัจจุบัน รองจากข้าวสาลี ข้าว และข้าวโพด และประเทศที่ผู้คนนิยมทานกล้วยกันมากที่สุดก็คือ สหรัฐอเมริกา

ความนิยมของกล้วยหอมในสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นหลังสงครามเมืองสหรัฐอเมริกา จากจุดเริ่มต้นที่มูลค่าการนำเข้า 250,000 เหรียญต่อปี ในปี ค.ศ. 1871 เพิ่มขึ้นมาเป็น 6.4 ล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 1901 และเมื่อความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สหรัฐอเมริกากลับปลูกกล้วยหอมแทบไม่ได้เลย สหรัฐฯ จึงมองหาทำเลจะใช้เป็นแหล่งผลิตกล้วยหอมป้อนตลาดสหรัฐอเมริกา แหล่งที่ว่านั้นก็คือ อเมริกากลาง

การลงทุนในการปลูกกล้วยหอมเพื่อส่งสหรัฐอเมริกาในอเมริกากลาง เริ่มต้นจากการที่เอกชนชาวอเมริกันทำสัญญาในการก่อสร้างทางรถไฟให้กับรัฐบาลประเทศคอสตาริกาในปี ค.ศ. 1871 ต่อมา ในปี ค.ศ. 1884 รัฐบาลคอสตาริกา ไม่สามารถชำระค่าก่อสร้างทางรถไฟให้แก่นายไมเนอร์ คีธ (Minor Keith) เจ้าของกิจการในขณะนั้นได้ จึงมีการเจรจาข้อพิพาทหนี้ โดยรัฐบาลคอสตาริกายินดียกที่ดินข้างทางรถไฟประมาณ 2 ล้านไร่ (800,000 เอเคอร์) เพื่อทดแทนการชำระหนี้ พร้อมทั้งสัญญาสัมปทานทางรถไฟ 99 ปี 

แต่หลังจากทางรถไฟสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1890 ปรากฏว่า จำนวนผู้โดยสารน้อยมาก แต่ความต้องการพื้นที่ปลูก และความต้องขนส่งกล้วยในบริเวณดังกล่าวกลับเพิ่มขึ้นแทน จนทางรถไฟกลับนำมาใช้เพื่อการส่งกล้วยเป็นหลักแทน

pastedGraphic.png

ภาพการขนส่งกล้วยในประเทศกัวเตมาลา ภาพจาก https://mundochapin.com/2018/06/la-historia-de-united-fruit-company-en-guatemala/75431/

หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 18989 บริษัทจัดหากล้วยไปยังสหรัฐอเมริกา จึงถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวของบริษัทของนายคีธและบริษัทคู่แข่งขัน ตั้งเป็นบริษัทชื่อ United Fruits และกลายเป็นบริษัทที่มีอิทธิพลมากสุดในการส่งออกกล้วยไปยังสหรัฐอเมริกา พร้อมกันกับการมีอิทธิพลในประเทศในแถบอเมริกากลาง เช่น คอสตาริกา กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เพราะบริษัทครอบครองที่ดินกว่า 8.75 ล้านไร่ ในอเมริกากลาง บริษัทเป็นเจ้าของที่ดินและผู้จ้างงานรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ในหลายประเทศ เช่น กัวเตมาลา บริษัท United Fruits จึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อประเทศในแถบนั้น จนมีคำกล่าวล้อเลียนว่า ประเทศในอเมริกากลางหลายประเทศในยุคนั้น เป็นเพียง “Banana Republic”

pastedGraphic_1.png

ภาพอิทธิพลของบริษัท United Fruits ในประเทศแถบอเมริกากลางในยุคปี ค.ศ. 1930

การดำเนินการของบริษัทของสหรัฐฯ ในอเมริกากลาง ถูกตั้งคำถามมากมายถึงการแบ่งผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมระหว่างบริษัทของสหรัฐฯ กับประเทศต้นทางที่เป็นแหล่งผลิต เพราะราคากล้วยหอมที่ผู้ผลิตได้รับนั้นถูกมาก รวมถึงสภาพการทำงานของแรงงานในฟาร์มปลูกกล้วยของบริษัทที่ไม่ค่อยได้รับการดูแลที่ดีและเป็นธรรมมากนัก

ความไม่พอใจดังกล่าวมาถึงจุดพีค เมื่อนายอาร์เบน ผู้สมัครประธานธิบดีของกัวเตมาลา ได้นำประเด็นนี้มาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยการประกาศว่า (ก) จะมีการเจรจากับบริษัท United Fruits เพื่อให้ได้รับราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น (ข) จะมีการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้ที่ดินนั้นเป็นของเกษตรกรรายย่อยมากขึ้น และ (ค) สนับสนุนการจัดตั้งสหภาพแรงงานในฟาร์มกล้วยของบริษัท และในที่สุด นายอาร์เบนก็ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของกัวเตมาลา ในปี ค.ศ. 1954

pastedGraphic_2.png

ภาพป้ายโฆษณารณรงค์ของรัฐบาลนายอาร์เบนซ์ ระบุว่า “ประธานาธิบดีทำตามคำมั่นสัญญา เกษตรกร นี่คือที่ดินของคุณ ปกป้องมันไว้ ดูแลมันไว้ และเพาะปลูกไว้” ภาพจาก https://whowhatwhy.org/wp-content/uploads/2015/10/32.jpg

สหรัฐฯ มีความกังวลใจต่อท่าทีของรัฐบาลของกัวเตมาลาในเวลานั้นเป็นอย่างมาก และเกรงว่าจะลุกลามบานปลายไปยังประเทศอื่นๆ ในอเมริกากลางด้วย ดังนั้น ในปี ค.ศ. 1954 ประธานาธิบดี ดไวท์ ไอน์เซนฮาวน์ จึงขยิบตาให้มีการทำรัฐประหารรัฐบาลนายอาร์เบน โดยมีหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐอเมริกา (หรือ CIA) หนุนหลัง

แม้ว่า สหรัฐอเมริกาจะสามารถโค่นรัฐบาลนายอาร์เบนลงได้ (แบบไม่ชอบธรรม) แต่ United Fruits ก็เริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในรูปแบบของฟาร์มขนาดใหญ่แบบเดิม United Fruits จึงตัดสินใจแบ่งขายที่ดินในแปลงฟาร์มกล้วยของตนให้แก่เกษตรกรรายใหญ่ ซึ่งจะเป็นเจ้าของฟาร์มแทน และทำสัญญารับซื้อกล้วยจากเกษตรกรเหล่านั้น แทนการผลิตด้วยฟาร์มตนเอง ซึ่งอาจจะเผชิญแรงกดดันจากสหภาพแรงงานกล้วยฯ มากขึ้น 

รูปแบบการเกษตรแบบใหม่จึงเป็นการเกษตรแบบพันธะสัญญา หรือ contract farming ซึ่งผู้ผลิตวัตถุดิบ (เกษตรกรผู้ปลูกกล้วย) กับผู้รับซื้อวัตถุดิบ (United Fruits) เป็นอิสระต่อกัน แต่มาผูกพันกันด้วยสัญญา ว่าจะรับซื้อวัตถุดินในปริมาณ คุณภาพ ราคา และระยะเวลาใด

อาจกล่าวได้ว่า การเกิดขึ้นของเกษตรแบบพันธะสัญญาในกรณีของกล้วยหอมนั้น เกิดขึ้นแบบไม่เต็มใจมากนัก แต่การทำการเกษตรแบบพันธะสัญญากลับเป็นประโยชน์ต่อ United Fruits ในหลายประกันด้วยกันคือ ประการแรก ลดแรงกดดันจากสหภาพแรงงานฯ หรือแรงงานเกษตร เพราะต่อไป เกษตรกรเจ้าของฟาร์มจะเป็นคนจัดการและต่อรองกับแรงงานเอง ประการที่สอง บริษัทไม่จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงในการผลิตวัตถุดิบ อันเนื่องจากภัยธรรมชาติ และโรคแมลงต่างๆ โดยเฉพาะโรคปานามา ประการที่สาม ลดความจำเป็นในการจัดการเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตลง เพราะเกษตรกรรายใหญ่มักได้รับสินเชื่อราคาถูกจากรัฐบาลในประเทศของตน และประการที่สี่ บริษัทยังคงมีความมั่นใจในการได้มาซึ่งวัตถุดิบ (คือกล้วยหอม) ตามปริมาณ คุณภาพ ระยะเวลา และต้นทุนที่บริษัทต้องการ ผ่านทางข้อตกลงที่ทำไว้ในสัญญา

จากจุดเริ่มต้นของ United Fruits ที่ทำสัญญากับเกษตรกร ต่อมาบริษัทอื่นๆ เช่น Del Monte จึงดำเนินการตามบ้าง จากนั้น ระยะเวลาผ่านไปไม่ถึง 10 ปี ในปี ค.ศ. 1962 กล้วยที่ส่งออกจากคอสตาริกาไปยังสหรัฐอเมริการ้อยละ 43 มาจากการเกษตรแบบพันธะสัญญา (ส่วนใหญ่ผ่านบริษัท เดล มองเต้) และในปี ค.ศ. 1964 กล้วยจากโคลัมเบียร้อยละ 80 ก็เป็นกล้วยจากระบบการเกษตรแบบพันธะสัญญาเช่นกัน หรือกล่าวได้ว่า การเกษตรแบบพันธะสัญญากลายเป็นรูปแบบหลักของการผลิตและการตลาดกล้วยหอมในปัจจุบัน

การเกษตรแบบพันธะสัญญาของการเลี้ยงไก่เนื้อในสหรัฐอเมริกา

การเกิดขึ้นของการเลี้ยงไก่เนื้อแบบพันธสัญญาในสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้น หลังจากการขยายตัวของธุรกิจการเลี้ยงไก่เนื้อที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1941-1945) ที่การบริโภคเนื้อวัวและหมูต้องถูกจำกัดและปันส่วน บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงไก่เนื้อจึงเริ่มขยายตัวไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานของการเลี้ยงไก่เนื้อ ตั้งแต่ โรงเพาะฟักลูกไก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ โรงชำแหละเนื้อ หรือที่เรียกว่า การรวมธุรกิจตามแนวดิ่ง หรือ Vertical Integration

ตัวอย่างเช่น Tyson Food ซึ่งเป็นผู้ผลิตไก่เนื้อรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ก็เริ่มต้นจากธุรกิจการขนส่งสินค้า แน่นอนรวมถึงไก่จากรัฐอาร์คันซอ แหล่งเลี้ยงไก่เนื้อสำคัญของอเมริกา ไปยังแคนซัส ซิตี้ จอห์น ไทสัน ผู้ก่อตั้งบริษัทจึงมองเห็นลู่ทางในการขยายธุรกิจจากการขนส่งมาสู่ธุรกิจไก่เนื้อ โดยเริ่มต้นจากการซื้อโรงเพาะฟักลูกไก่ หลังจากนั้นจึงขยายไปที่โรงงานอาหารสัตว์ และโรงงานชำแหละเนื้อไก่