ประวัติศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมผ้าฝ้าย: มุมมองจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์

เล่าเรื่องโดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด, 16 เมษายน 2562

ใครก็ตามที่พูดถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เขากำลังพูดถึงฝ้าย

อีริค ฮอบส์บอว์ม (Eric Hosbawn) กล่าวเช่นนี้เพราะฝ้ายเป็นอุตสาหกรรมแรกที่มีการเปลี่ยนไปสู่ระบบการผลิตแบบโรงงาน และกลายเป็นภาคการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1830 โดยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 8 ของ GDP และก่อให้เกิดการจ้างงานร้อยละ 16 ของอุตสาหกรรมการผลิตในอังกฤษ

การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมฝ้ายยังเป็นแกนกลางในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในอังกฤษ โดยเฉพาะเมืองแมนเชสเตอร์ อย่างไรก็ดี การเติบโตของอุตสาหกรรมผ้าฝ้ายในอังกฤษก็เกิดขึ้นบนความเสื่อมถอยของอุตสาหกรรมผ้าฝ้ายของอินเดีย จีน และตะวันออกกลาง ที่เคยเป็นเจ้าในอุตสาหกรรมสิ่งทอนี้มาก่อน

การเปลี่ยนแปลงความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร? เราจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ด้วยทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ใด? บทความนี้จะพาไปสำรวจประวัติศาสตร์ครั้งนี้กัน

เอเชียคือยักษ์ใหญ่ในอดีต

ในช่วงศตวรรษที่ 17 (ปี ค.ศ. 1600-1699) อุตสาหกรรมฝ้ายใหญ่ที่สุดของโลกอยู่ที่ประเทศจีนและอินเดีย รัฐเบงกอล รัฐมัทราส และรัฐสุรัต ส่งออกผ้าฝ้ายไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วทั้งมหาสมุทรอินเดีย (รวมถึงไทย) และข้ามไปแม้กระทั่งถึงบริเวณแอฟริกาตะวันตก 

ต่อมาเมื่อเส้นทางการค้าระหว่างยุโรปและอินเดียเริ่มขยายตัว บริษัทอีสต์อินเดียของประเทศในยุโรปทั้งหลายก็มีการนำเข้าผ้าฝ้ายดิบและผ้าฝ้ายมัสลินไปยังยุโรป และขยายตัวได้ดีจนไปตีตลาดผ้าลินินและผ้าขนสัตว์ซึ่งอุตสาหกรรมสิ่งทอหลักในยุโรป จนฝรั่งเศสต้องสั่งห้ามนำเข้าผ้าฝ้ายในปี ค.ศ. 1686 และอังกฤษก็ต้องจำกัดการบริโภคผ้าฝ้ายภายในประเทศ

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1750 รัฐเบงกอล รัฐเดียวก็ผลิตผ้าฝ้ายรวมกันได้ 85 ล้านปอนด์ต่อปี ในขณะที่อังกฤษทั้งประเทศ ผลิตผ้าฝ้ายได้เพียง 3 ล้านปอนด์ต่อปี เท่านั้น

pastedGraphic.png

การปั่นด้ายด้วยมือในอินเดีย ภาพจาก http://www.forbesindia.com/fbimages/900×600/proportional/jpeg/media/images/2011/Aug/topimg_15932_khadi_chaarkha.jpg

ตัวเหนี่ยวนำนวัตกรรม

ความเสียเปรียบในการแข่งขันประการสำคัญของอังกฤษก็คือ ค่าจ้างแรงงานที่สูง หากย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1500 ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศในทวีปยุโรปด้วยกัน อัตราค่าจ้างในอังกฤษยังใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆ (ในภาพเปรียบเทียบกับฝรั่งเศสและออสเตรีย) แต่พอย่างเข้าศตวรรษที่ 17 (ปี ค.ศ. 1600-1699)ค่าจ้างแรงงานของอังกฤษเริ่มเพิ่มสูงขึ้น และพอมาถึงช่วงกลางของศตวรรษที่ 18 (ประมาณปี ค.ศ. 1750) ค่าจ้างแรงงานของอังกฤษก็สูงกว่าของฝรั่งเศสและออสเตรียถึงกว่า 60% และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหากจะเปรียบเทียบกับค่าจ้างแรงงานในอินเดียในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1830 ค่าจ้างแรงงานในอังกฤษก็สูงกว่าในอินเดียเกือบ 4 เท่าเลยทีเดียว

pastedGraphic_1.png

ภาพ อัตราค่าจ้างแรงงานเทียบกับทุนบริการในอังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรีย และอินเดีย ภาพจากหนังสือ Global Economic History ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก

เพราะฉะนั้น การเกิดนวัตกรรมมากมายในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ซึ่งกำลังจะกล่าวถึงต่อมา) จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ หรืออาจเรียกในภาษาเศรษฐศาสตร์ว่า ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก (exogenous variable) ของโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่นวัตกรรมดังกล่าว ถูกกระตุ้นหรือถูกเหนี่ยวนำจากความหายากหรือราคาของทรัพยากรนั้น (ซึ่งในกรณีของอังกฤษก็คือ แรงงานที่มีราคาแพง) ทำให้วิศวกรและ/หรือนักประดิษฐ์ในอังกฤษ ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ทดแทนแรงงาน (หรือ Labour-saving technologies) ย่อมมีผลตอบแทนจากการประดิษฐ์หรือการลงทุนมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก  

ดังนั้น เมื่อบวกกันกับระบบการให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา หรือสิทธิบัตร ที่มีการพัฒนาในอังกฤษ ทำให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีได้รับการคุ้มครองและสามารถหาผลตอบแทนจากการพัฒนาเทคโนโลยีของตน จนเกิดนวัตกรรมต่างๆ ตามมาเป็นซีรีส์มากมาย และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการแข่งขันตามมาในที่สุด 

การพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าฝ้ายของอังกฤษ

การพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าฝ้ายของอังกฤษในช่วงแรกจะเน้นเครื่องจักรสำหรับการผลิตเส้นด้าย ซึ่งแต่เดิมต้องใช้คนในการกรอเส้นใยฝ้าย (หรือการลากใยฝ้ายไปมาระหว่างแปรงที่ฝังเข็มไว้) แล้วนำมาปั่นให้เป็นเส้นด้ายที่มีความบางและถูกบิดให้เป็นเกลียวเพื่อเพิ่มความแข็งแรง และพร้อมสำหรับการใช้ในการการทอผ้า โดยในกรณีปั่นด้ายแบบละเอียดจะใช้แวและแกนหมุนในการปั่น ส่วนการปั่นด้ายแบบหยาบจะใช้กองล้อปั่นด้ายแทน

การพัฒนาเครื่องปั่นด้วยอาจแบ่งง่ายเป็น 4 ซีรีส์ คือ 

(1) ในทศวรรษที่ 1730 เลวิส พอล (Lewis Paul) และ จอหน์ ไวแอต (John Wyatt) ประดิษฐ์ระบบการปั่นด้ายแบบลูกกลิ้ง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในเชิงการค้า 

(2) ต่อมาในปี ค.ศ. 1764 เจมส์ ฮาร์กรีฟส์ พัฒนาเครื่องปั่นด้ายสปินนิ่ง เจนนี ที่ประสบความสำเร็จทางการค้า โดยการเพิ่มความละเอียดของกงล้อปั่นด้ายด้วยการเพิ่มจำนวนแกนหมุน รวมถึงการใช้บังคับและเพลา เพื่อความสะดวกในการทำงาน 

pastedGraphic_2.png

ภาพเครื่องปั่นด้าย Spinning Jenny ที่เจมส์ ฮาร์กรีฟส์พัฒนาขึ้น ภาพจาก https://img-aws.ehowcdn.com/877x500p/photos.demandstudios.com/getty/article/110/181/92844442.jpg

(3) ต่อมา ในปี ค.ศ. 1769 ริชาร์ด อาร์กไรต์ ก็สามารถพัฒนาเครื่องปั่นด้ายวอเตอร์เฟรมสำเร็จ ด้วยระบบการปั่นด้ายแบบลูกกลิ้ง โดยนำเส้นใยที่กรอแล้วมาดึงให้ตึงผ่านลูกกลิ้งหลายๆ คู่ที่วางต่อเนื่องกัน และช่วยกันดึงเส้นใยฝ้ายไปข้างหน้าด้วยอัตราที่ค่อยเร็วๆ ขึ้น จนลูกกลิ้งทั้งหมดดึงกันเองจนเป็นด้ายที่ตึงในที่สุด 

และสุดท้าย (4) เครื่องปั่นด้ายของครอมป์ตัน ก็นำระบบคันบังคับของจากเครื่องเจนนีของฮาร์กรีฟส์ (ซีรีส์ 2) มารวมกับระบบลูกกลิ้งของเครื่องวอเตอร์เฟรม (ซีรีส์ 3) ในปี ค.ศ. 1779 จนปั่นด้ายได้ละเอียดและมีต้นทุนที่ถูกลง

ในช่วงแรกนั้น โรงปั่นด้ายในซีรีส์ 1 เริ่มต้นจากการใช้ม้าเป็นแหล่งต้นกำลังในการปั่นด้าย ต่อมาในปี ค.ศ. 1742 จึงมีการใช้พลังน้ำเป็นแหล่งต้นกำลัง ต่อมาในปี ค.ศ. 1771 อาร์กไรต์จึงได้พัฒนาโรงงานต้นแบบที่เป็นอาคาร 5 ชั้น สำหรับเป็นโรงงานทอผ้าที่ได้รับความนิยมในอังกฤษในเวลาต่อมา

pastedGraphic_3.png

ภาพโรงงานปั่นด้านในคอมฟอร์ดมิลล์ ที่อาร์กไรต์ออกแบบขึ้น ภาพจาก https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/46/Cromford_1771_mill.jpg/220px-Cromford_1771_mill.jpg

เมื่อมาถึงทศวรรษที่ 1780 โรงงานปั่นด้ายของอังกฤษก็มีอัตราผลตอบแทนในการลงทุนอยู่ที่ร้อยละ 40 ในอังกฤษ ร้อยละ 9 ในฝรั่งเศส และน้อยกว่าร้อยละ 1 ในอินเดีย ทั้งนี้ ก็เป็นไปตามอัตราค่าจ้างแรงงานในแต่ละประเทศ ที่เครื่องปั่นด้ายนี้สามารถทดแทนได้ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการสร้างโรงงานดังกล่าวในอังกฤษถึง 150 โรง มีเพียง 4 โรงในฝรั่งเศส และไม่มีสักโรงในประเทศอินเดีย

สู่มหานครแห่งฝ้าย

ในช่วงเวลาเดียวกัน อังกฤษก็กำลังพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำ เพื่อเป็นเครื่องต้นกำลังสำหรับเครื่องจักร/เครื่องกลต่างด้วยเช่นกัน โดยโธมัส นิวโคแมน (Thomas Newcomen) ได้พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำเครื่องแรกสำเร็จในปี ค.ศ. 1712 และในทศวรรษ ค.ศ. 1730 เครื่องจักรไอน้ำของนิวโคแมนก็เริ่มใช้งานกันทั่วไปในเหมืองถ่านหิน และยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ (หรืออัตราความสิ้นเปลืองพลังงาน) และในแง่การประยุกต์ใช้งาน 

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1781 เจมส์ วัตต์ (James Watts) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำที่สามารถเป็นแหล่งต้นกำลังโรงงานต่างๆ ได้ และเริ่มต้นมาใช้ทดแทนพลังน้ำ (ซึ่งมีข้อจำกัดในการทำงานในยามขาดแคลนน้ำ) ในปี ค.ศ. 1785 

จากนั้น โรงปั่นด้ายที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำก็เกิดขึ้นในใจกลางเมือง แทนที่จะเกิดขึ้นตามริมน้ำเหมือนในอดีต ในปี ค.ศ. 1789 โรงปั่นด้ายที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ Piccadilly Mill ก็ถือกำเนิดขึ้นในเมืองแมนเชสเตอร์ จากนั้นไม่นาน ภายในปี ค.ศ. 1800 เมืองแมนเชสเตอร์ก็มีโรงปั่นด้ายเปิดดำเนินการถึง 42 แห่ง และกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตผ้าฝ้าย เรียกว่าเป็น “Cottonpolis” หรือ มหานครแห่งฝ้าย

pastedGraphic_4.png

ภาพบรรยากาศเมืองแมนเชสเตอร์ในเวลานั้น ภาพจากhttps://img-aws.ehowcdn.com/877x500p/photos.demandstudios.com/getty/article/110/181/92844442.jpg

จากนั้น ไม่นานเส้นทางรถไฟโดยสารเส้นแรกของโลกระหว่างเมืองแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูลก็เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1830 เพื่อเชื่อมศูนย์กลางอุตสาหกรรม (แมนเชสเตอร์) กับท่าเรือ (ลิเวอร์พูล) และโลก ทั้งเพื่อการนำเข้าวัตถุดิบ และเพื่อการส่งออกสินค้าผ้าฝ้ายไปยังตลาดโลก  

บุกตลาดโลก

เมื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าฝ้ายทำให้ต้นทุนการผลิตด้ายฝ้ายในอังกฤษลดลงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 1802 เส้นด้ายเบอร์ 40 ในอังกฤษยังคงมีต้นทุน 60 เพนนี/ปอนด์ ซึ่งยังสูงกว่าในอินเดีย แต่พอถึงปี ค.ศ. 1812 ต้นทุนการผลิตในอังกฤษลงเพียง 30 เพนนี/ปอนด์เท่านั้น ในขณะที่เส้นด้ายเบอร์ 40 ที่อินเดียมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 43 เพนนี/ปอนด์ กลุ่มผู้ผลิตฝ้ายในอังกฤษจึงเรียกร้องให้เปิดตลาดส่งออกที่บริษัทอีสต์เอเชียของอังกฤษผูกขาดการค้ากับอินเดียไว้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการส่งออกไปยังอินเดีย

ต่อมา ต้นทุนการผลิตเส้นด้ายของอังกฤษยังคงถูกลงอีก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1826 ต้นทุนการผลิตเส้นด้ายของอังกฤษลดลงเหลือเพียง 16 เพนนี/ปอนด์เท่านั้น และ ณ ระดับราคานี้ การผลิตเส้นด้ายในอินเดียก็เริ่มลดลง จนไม่คุ้มที่จะปั่นด้ายอีก 

อินเดียซึ่งเคยเป็นผู้ส่งออกผ้าฝ้ายรายใหญ่ที่สุดของโลก ต้องกลายมาเป็นผู้นำเข้าแทน อุตสาหกรรมการปั่นฝ้ายในอินเดียถูกทำลายลงจนหมดสิ้น สัดส่วนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมในรัฐพิหาร ซึ่งเคยมีการจ้างงานถึงร้อยละ 22 ของการจ้างงานทั้งหมด ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 9 เท่านั้น

ทฤษฎีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ

แน่นอนว่า ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่นำมาใช้อธิบายในเวลานั้นก็คือ เมื่ออินเดียสูญเสียความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในอุตสาหกรรมการผลิตผ้าฝ้ายไปแล้ว อินเดียก็ควรหันไปหาภาคการเกษตร หรือการปลูกฝ้ายหรือการส่งออกฝ้ายดิบ ที่ตนเองมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ แทน ดังเช่นที่ ส.ส. จอห์น บร็อกเคิลเฮิร์สต์ (John Brocklehurst) ได้กล่าวว่า

“ความพินาศของการทอผ้าของอินเดียได้เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น อินเดียจึงเป็นประเทศเกษตรกรรมมากกว่าที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรม และในปัจจุบันภาคเกษตรกรรมได้ดูดซับผู้คนที่เคยถูกจ้างในภาคอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้”

อย่างไรก็ดี เรื่องที่อาจฟังดูง่ายๆ ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะอินเดียไม่มีอำนาจต่อรองในการกำหนดราคาฝ้ายดิบ (อย่าลืมว่าในเวลานั้น อินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ) และข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1781 จนถึงปี ค.ศ. 1913 ราคาฝ้ายดิบที่แท้จริงในอังกฤษก็มีแนวโน้มลดลง (ใช้ราคาอ้างอิงที่เมืองท่าลิเวอร์พูล) โดยเฉพาะเมื่อการปลูกฝ้ายในตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาขยายตัวเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากช่วงสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1861-1865) ราคาฝ้ายดิบที่เมืองท่าลิเวอร์พูลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน