ความถดถอยของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยในยุคข้าวบูม

ย่อเรื่องโดย Decharut Sukkumnoed, 1 เมษายน 2562

หากเราเชื่อในการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศและการค้าแบบเสรี นั่นแปลว่า เราก็เชื่อในแนวคิดเรื่อง “ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ” (Comparative Advantage) หรือการเน้นผลิตสิ่งที่เราได้เปรียบในการผลิต (หรือการแข่งขัน) มากกว่า และลดหรือเลิกการผลิตสินค้าที่เราไม่ได้เปรียบลง แล้วหันไปนำเข้าจากต่างประเทศ

เพราะฉะนั้น เมื่อเราขยายการส่งออกข้าวในยุครัชกาลที่ 5 จนข้าวกลายเป็นสินค้าส่งออกหลักร้อยละ 70 ของไทย (ตามที่กล่าวถึงในตอนก่อน) นั่นก็แปลว่า เราก็น่าจะลดการผลิตสินค้าบางชนิดลง แล้วหันไปนำเข้าแทน แต่น่าเสียดายที่วิชาประวัติศาสตร์มักไม่ค่อยพูดถึงพลวัตทางเศรษฐกิจในลักษณะนี้ เราจึงไม่ค่อยทราบว่า สินค้าที่เราลดการผลิตลงคือสินค้าใด

คำตอบคือ เมื่อเราเพิ่มการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น และส่งออกไปทั่วโลก สิ่งที่เราลดการผลิตลงคือ “สิ่งทอ”

สิ่งทอในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น

เรามักทราบกันอยู่แล้วว่า สังคมไทยของเราผลิตสิ่งทอทั้งฝ้ายและไหมกันมานานแล้ว โดยเป็นการผลิตในระดับครัวเรือน จะมีการส่งขายบ้างจำนวนไม่มากนัก โดยทั่วไปก็มาจากภาคเหนือและภาคอีสาน ในยุคอยุธยา สิ่งทอเป็นทั้งสินค้าส่งออกและสินค้านำเข้าสำหรับชาวกรุงศรีอยุธยา และมีรายงานว่า สิ่งทอเป็นสินค้านำเข้าที่ได้รับความนิยมในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทั้งจอห์น ครอว์ฟอร์ด (ค.ศ. 1821) มัลลอค (ค.ศ. 1850) และเบาว์ริ่ง (ค.ศ. 1855) ต่างรายงานตรงกันว่า “ฝ้ายดิบ” เป็นรายการสินค้าส่งออกอย่างหนึ่งของไทย แต่กระบวนการผลิตผ้าในยุคนั้นยังเป็นกระบวนการที่ต้องใช้แรงงานและใช้เวลาเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น ผลผลิตฝ้ายและไหมก็ยังต่ำ เพราะประสบปัญหาโรคพืช แมลงศัตรูพืช และพันธุ์พืชที่ไม่ดี ผลผลิตที่ได้จะแข็ง หนา แม้ว่าจะทนทานแต่ก็ดูหยาบไม่ละเอียด ยิ่งไปกว่านั้น สีย้อมผ้าในยุคนั้นยังเป็นโทนเข้มขรึมไม่มีสีสันสะดุดตาเหมือนผ้านำเข้าจากต่างประเทศ

การนำเข้าผ้าฝ้ายและด้ายฝ้าย

ต่อมา เมื่อมีการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งแล้ว (ค.ศ. 1856) ชาวนาไทยยังคงนิยมทอผ้าเอง เพราะมีความทนทานมากกว่า บันทึกของกงสุลอังกฤษในเวลานั้น ยังรายงานว่า “ มีหัตถอุตสาหกรรมแบบที่ใช้หูกทอด้วยมืออย่างกว้างขวางในสยาม (ซึ่งสามารถเห็นได้ในทุกหมู่บ้าน) ทอผ้านุ่ง หรือโสร่ง หรือทอฝ้ายฝั่น” พร้อมทั้งรายงานถึงโอกาสสำหรับสิ่งทอนำเข้าไว้ว่า “เว้นไว้แต่เครื่องนุ่งห่มที่ดีกว่าสินค้าผ้าฝ้ายที่ส่งไปขายขณะนี้จะสามารถผลิตได้ในราคาที่ต่ำพอที่จะดึงดูดใจประชาชนเหล่านี้”

การผลิตผ้าฝ้ายเริ่มลดลงเป็นที่สังเกตได้ ในอีกเกือบ 20 ปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1883 กงสุลอังกฤษเริ่มรายงานว่า “ทุกๆ ปี สยามพึ่งอุตสาหกรรมจากยุโรปและจีนเพิ่มมากขึ้น” และในปี 1885 ก็มีบันทึกว่า “ในปีหลังๆ การผลิตผ้าผ้ายที่ทอด้วยมือได้ลดลงเป็นอย่างมาก สินค้านำเข้าถูกกว่ามาก แม้จะไม่คงทน”

ถ้ากล่าวในเชิงมูลค่าการนำเข้า มูลค่านำเข้าผลิตภัณฑ์ฝ้ายเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จากประมาณ 1.5 ล้านบาท ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปริมาณการส่งออกข้าว และการเพาะปลูกข้าวยังคงเพิ่มขึ้นแบบช้าๆ เช่นกัน

แต่เมื่อการผลิตและการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การนำเข้าผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นจาก 2.8 ล้านบาท ในปี ค.ศ. 1880 เป็น 3.6 ล้านบาท ในปี ค.ศ. 1892 เป็น 7.9 ล้านบาท ในปี ค.ศ. 1900 และ 10.7 ล้านบาท ในปี ค.ศ. 1910

พอถึง ปี ค.ศ. 1910 นายเจรินิ จึงได้มีรายงานว่า “อุตสาหกรรมผ้าฝ้ายพื้นบ้านซึ่งได้ซบเซาลงในช่วง 50 ปีหลัง ได้ถูกแทนที่ไม่มากก็น้อยโดยสินค้าจากต่างประเทศ

นอกจากการนำเข้าผ้าผ้ายแล้ว สยามยังเพิ่มการนำเข้าด้ายฝ้าย เพื่อใช้ในการทอผ้าด้วย โดยเริ่มจากการนำเข้าหลังจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่งประมาณ 180,000 บาท ในปี ค.ศ. 1859 มาเป็น 460,000 บาท ในปี ค.ศ. 1880 ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 1.1 ล้านบาทในปี ค.ศ. 1910

พอถึงปี ค.ศ. 1920 มูลค่าการนำเข้าผ้าฝ้ายและด้ายฝ้ายรวมกันได้กระโดดเพิ่มขึ้นเป็น 38.4 ล้านบาท จากที่เคยนำเข้ารวมกัน 11.8 ล้านบาท ในปี ค.ศ. 1910 หรือเท่ากับนำเข้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า ในช่วงเวลา 10 ปี พอถึง ปี ค.ศ. 1938 ปริมาณการผลิตฝ้ายดิบในประเทศก็เหลือเพียง ไม่ถึงร้อยละ 20 ของผ้าฝ้ายในประเทศ เท่านั้น

ประวัติศาสตร์การพัฒนาผ้าไหม 

แต่ในกรณีของหัตถอุตสาหกรรมผ้าไหมนั้นแตกต่างไปจากกรณีของผ้าฝ้าย เพราะรัฐบาลได้มีโครงการพัฒนาหัตถอุตสาหกรรมผ้าไหมอย่างเป็นรูปธรรม แต่น่าเสียดายที่โครงการดังกล่าวไม่สำเร็จเป็นรูปธรรม

โครงการดังกล่าว ริเริ่มจากนายอินางาคิ อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ซึ่งทำรายงานเสนอต่อพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ในปี ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) ว่า “เส้นไหมของไทยคุณภาพไม่ดี ใช้ได้แต่ในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ถ้าขยายอุตสาหกรรมการผลิตไหมออกไป และปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น ในไม่ช้า ไหมไทยจะกลายเป็นสินค้าสำคัญของประเทศ”

ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น รัฐบาลญี่ปุ่นสมัยเมจิได้ทำการส่งเสริมการเลี้ยงไหมอย่างจริงจัง จนกลายเป็นสินค้าส่งออก โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมผ้าไหมในยุโรปประสบปัญหาโรคระบาดของตัวไหม อุตสาหกรรมการผลิตผ้าไหมของญี่ปุ่นจึงก้าวแซงอิตาลี ฝรั่งเศส และจีนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก ในปี ค.ศ. 1906-1910 (พ.ศ. 2449-2453) โดยไหมมีมูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 46 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

อัครราชทูตญี่ปุ่น แนะนำให้ไทยพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหมตามแบบญี่ปุ่น โดยให้รัฐบาลเป็นแกนนำ และให้โคราชเป็นศูนย์กลางของการเลี้ยงไหม โดยมีสถานเพาะเลี้ยงตัวอย่างและมีโรงงานตัวอย่างด้วย รวมถึงมีการตั้งโรงเรียนเพื่อสอนการเกษตรกรรมด้วย

เช่นเดียวกับผ้าฝ้าย ประเทศไทยในเวลานั้นต้องซื้อไหมดิบจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มขึ้นทุกปี  โดยในปี ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) มีการนำเข้าไหม 4.9 ล้านบาท ก่อนจะเพิ่มเป็น 7.2 ล้านบาทในปี ค.ศ. 1901 (พ.ศ. 2444) หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในเวลา 5 ปี รัฐบาลจึงเห็นด้วยที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหมขึ้นมา  

ยิ่งไปกว่านั้น คำแนะนำของรัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องการใช้โคราชเป็นฮับของอุตสาหกรรมผ้าไหม ก็สอดคล้องยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในเวลานั้น ที่จะพยายามพัฒนาภาคอีสาน เพื่อป้องกันการแผ่ขยายอิทธิพลของฝรั่งเศส โดยรัชกาลที่ 5 ได้ตัดสินใจสร้างเส้นทางรถไฟมายังโคราช และแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) เช่นเดียวกันกับญี่ปุ่นที่กังวลว่า “ฝรั่งเศสอาจจะทำสัญญาส่งผู้เชี่ยวชาญการทำไหมชาวฝรั่งเศสมาแทนญี่ปุ่น” และฝ่ายญี่ปุ่นก็มองว่า “การที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเอกราชโดยสมบูรณ์นั้น เป็นหน้าที่ของญี่ปุ่นในฐานะประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย”

ในปี ค.ศ. 1902 (พ.ศ. 2445) รัฐบาลไทยได้จ้าง ดร. โตยามา คาเมทาโร แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว เข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงไหม เมื่อมาถึงเมืองไทย ดร. โตยามา ก็ได้สำรวจการเลี้ยงไหมในหมู่บ้านต่างๆ ในโคราช เพื่อนำมาเขียนรายงาน และเสนองบประมาณสำหรับปี ค.ศ. 1903 (พ.ศ. 2446) รวมถึงทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นก็มาร่วมงานเพิ่มเติมเพื่อทำงานนี้

pastedGraphic.png

ภาพพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ อธิบดีกรมช่างไหม และผู้นิพนธ์เพลงลาวดวงเดือน ภาพจาก https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2018/04/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C-228×300.jpg

ในปี ค.ศ. 1903 (พ.ศ. 2446) จึงมีการตั้งกรมช่างไหมขึ้น โดยมีพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ ซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านการเกษตรจากอังกฤษ และกรมช่างไหมก็ได้เริ่มเปิดโรงเรียนสอนช่างไหมขึ้นในพระราชวังดุสิต ต่อมาก็ย้ายมาเปิดที่ปทุมวัน โดยมีระยะเวลาการเรียน 2 ปี และมีการจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้เข้ารับการอบรม โดยเมื่อเรียนจบแล้วต้องรับราชการเป็นเวลา 5 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1906 (พ.ศ. 2449) ก็ยกระดับขึ้นเป็น “โรงเรียนเพาะปลูก” โดยรวมนักเรียนของกรมช่างไหม กรมคลอง และกรมแผนที่เข้าด้วยกัน และขยายขึ้นเป็น “โรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการ” ในปี ค.ศ. 1908 (พ.ศ. 2451) ก่อนที่จะพัฒนาเป็น “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ในปัจจุบัน

pastedGraphic_1.png

ภาพโรงเรียนสอนช่างไหม และต่อมาเป็นโรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการ ที่ปทุมวัน ภาพจาก https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2018/04/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1-728×521.jpg

ส่วนที่โคราช แปลงทดลองปลูกหม่อน โรงเลี้ยงไหม ได้ถูกสร้างขึ้นบริเวณที่ปัจจุบันเรียกกันว่า “สวนหม่อน”  และเริ่มมีการเปิดการอบรมขึ้นในปี ค.ศ. 1905 (พ.ศ. 2448) โดยเปิดให้คนทั่วไปเข้ารับการอบรมได้ โดยกรมช่างไหมจะรับซื้อรังไหมที่ราษฎรผลิตได้ รวมถึงการสาวไหม (โดยใช้เครื่องสาวไหมแบบญี่ปุ่น) และเส้นไหม และรับซื้อเส้นไหมจากราษฎรด้วย การดำเนินงานประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย จนมีผู้สำเร็จการอบรมถึง 399 คน 

pastedGraphic_2.png

แปลงหม่อนที่สถานีทดลองช่างไหม โคราช ซึ่งปัจจุบันเรียกกันว่า “สวนหม่อน”http://www.qsds.go.th/newqsds/file_upload/2016-09-29-3.jpg

ขณะเดียวกัน ในเรื่องของพันธุ์ไหม ดร. โตยามา ได้เคยวิเคราะห์ว่า ตัวไหมที่เลี้ยงกันแถวอีสาน เป็นไหมชนิดที่มีเส้นไหมสีเหลือง และเป็นชนิดที่ทำรังปีละหลายครั้ง แต่ได้เส้นไหมที่ไม่ดี ต่อมาในปี ค.ศ. 1903 (พ.ศ. 2446) ดร. โตยามาจึงเริ่มผสมพันธุ์ไหม และได้พันธุ์ลูกผสมที่มีเส้นไหมคุณภาพดี และสามารถทำรังได้ถึง 8 ครั้งต่อปี และนำไปให้ราษฎรเลี้ยงที่โคราช แต่เมื่อ ดร. โตยามากลับไปญี่ปุ่น ก็ไม่มีผู้ใดดำเนินการต่อ และเมื่อประสบกับปัญหาโรคไหม และการไม่สามารถคัดเลือกพันธุ์ได้ ในที่สุด ราษฎรก็กลับมาเลี้ยงไหมไทยเช่นเดิม

ส่วน ดร. โตยามา เมื่อกลับไปญี่ปุ่นแล้ว (ค.ศ. 1906) ก็นำไหมพันธุ์ผสมกลับไปพัฒนาต่อ พร้อมทั้งเขียนหนังสือเรื่อง “ทฤษฎีพันธุ์ไหม” และนำทฤษฎีมาเผยแพร่ และจัดตั้งกลุ่ม “เผย

pastedGraphic_3.png

ศาสตราจารย์ โตยามา แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ผู้พัฒนาไหมพันธุ์ผสม จนได้รับรางวัลจากพระมหาจักรพรรดิ ในปี พ.ศ. 2476 ภาพจาก https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2018/04/%E0%B8%A8.%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2-265×300.jpg

แพร่พันธุ์ไหมผสมรุ่นที่ 1 แห่งญี่ปุ่น” ในปี ค.ศ. 1914 (พ.ศ. 2457) จนทำให้อัตราการเก็บรังไหมในญี่ปุ่นในช่วงนั้นเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า นับว่าการทดลองของโตยามา ได้ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหมของญี่ปุ่นเป็นอย่างมากทีเดียว

แต่สำหรับเมืองไทย สิ่งที่น่าเศร้าใจก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1909 (พ.ศ. 2452) เมื่อพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ ทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ลง เมื่อพระชนมายุเพียง 28 ชันษา ทำให้มีการเปลี่ยนอธิบดีกรมช่างไหม ต่อมาในปี ค.ศ. 1910 เกิดปัญหาภัยแล้ง ใบหม่อนจึงไม่ค่อยมี แถมยังมีโรคไหมระบาดอีก จนเมื่อผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น 2 คนสุดท้ายเดินทางกลับไปญี่ปุ่น รัฐบาลไทยก็ประกาศปิดสถานทดลองเลี้ยงไหมในปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) ส่วนกรมช่างไหมก็ได้กลายมาเป็นกรมเพาะปลูก และกรมกสิกรรม ตามลำดับ ก่อนที่จะกลับมาเป็นกรมหม่อนไหม อีกครั้งในปี พ.ศ. 2552

จากนั้นประเทศไทยก็เป็นประเทศผู้นำเข้าทั้งฝ้ายและไหม จนกระทั่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจิม ทอมป์สัน ชาวอเมริกันจึงพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยให้กลับมามีชื่อเสียงได้อีกครั้งหนึ่ง โดยพัฒนาเรื่องการย้อมผ้าที่สีไม่ตก การใช้ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ และการใช้กระสวยพุ่ง ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก    

สรุป

หากข้าวจะเป็นสินค้าที่ไทยหรือสยามมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ สิ่งทอก็คงจะเป็นสินค้าที่เราไม่มีความเปรียบเชิงเปรียบเทียบ จนค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันที่เคยมีอยู่เดิมไป ขณะเดียวกัน การขาดการส่งเสริมอย่างจริงจังจากรัฐบาล จนเราก็กลายเป็นผู้นำเข้าสิ่งทอในที่สุด

บทความนี้ ผมเรียบเรียงจากหนังสือ

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในประเทศไทย 1850-1970 พ.ศ. 2552 โดย เจมส์ ซี อินแกรม ผู้แต่ง ชูศรี มณีพฤกษ์ และคณะ ผู้แปล จัดพิมพ์โดย มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 600 ปี โดย อิชิอิ โยเนะโอะ และ โยชิกาวะ โทชิฮารุ บรรณาธิการแปลโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และสายชล วรรณรัตน์ จัดพิมพ์โดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ผมย่อความเพื่อเตรียมสอนนิสิตในวิชา เศรษฐกิจการเกษตรไทยและโลก ในภาคการศึกษาหน้า โดยวิชานี้จะเล่าถึงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเกษตร จนมาถึงโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรในปัจจุบัน และเป็นวิชาใหม่ที่ผมเพิ่งรับหน้าที่สอนเป็นครั้งแรกครับ 

Image by Oberholster Venita from Pixabay

Leave a Reply