ประวัติศาสตร์ข้าวไทย (ตอนที่ 3): การเติบโตของการส่งออกข้าวไทย

เล่าเรื่องโดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด, 28 มีนาคม 2562

แม้ว่าการส่งออกข้าวและการผลิตข้าวจะไม่ใช่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรประเภทแรกของไทย (ตามหลังจากการผลิตอ้อยและน้ำตาล) แต่ข้าวก็เป็นสินค้าเกษตรประเภทแรกที่คนไทย (หมายถึงชาวนาไทย) เป็นผู้เข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง (ต่างจากการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลที่ยังเป็นชาวจีนเป็นส่วนใหญ่ ตามที่ได้กล่าวไปในประวัติศาสตร์น้ำตาลตอนที่ 3) โดยคนไทยเลิกทอผ้าแล้วหันมาปลูกข้าว เพื่อนำเงินไปซื้อผ้าใช้แทน (จะกล่าวถึงโดยละเอียดในตอนต่อไป) และได้กลายเป็นสินค้าหลักของไทยมาจนถึงปัจจุบัน

การส่งออกข้าวในยุคอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในช่วงสมัยอยุธยา สยามมีการส่งออกข้าวไปยังประเทศจีนเป็นระยะ และยังมีบริษัทอีสต์อินเดียของเนเธอร์แลนด์ (หรือ ดัชต์ VOC) ที่ซื้อข้าวจากไทยไปยังชวา และมะละกา ในบางครั้ง (ระหว่างช่วงปี ค.ศ. 1676-1677) 

และในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จะขึ้นครองราชย์ สยามก็เริ่มส่งออกข้าวเป็นประจำ เพียงแต่ปริมาณการส่งออกยังขึ้นลงไม่แน่นอน เพราะยังไม่มีแนวโน้มในการขยายการผลิตที่ชัดเจน นอกจากนั้น ยังมีนโยบายของรัฐบาล ในช่วงรัชกาลที่ 3 ที่จะให้ความสำคัญกับการมีข้าวที่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศเป็นเวลา 3 ปี (เผื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ) ส่วนที่เกินกว่านั้นจึงจะส่งออก

สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจการเกษตรไทย

ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1851 การเจรจาการค้าระหว่างสยามกับอังกฤษที่เรียกว่า สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ก็เริ่มขึ้น ในปี ค.ศ. 1855 และในที่สุดก็มีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 1856  โดยสนธิสัญญาดังกล่าวอนุญาตให้คนในบังคับของอังกฤษสามารถซื้อขายกับคนไทยได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องผ่านตัวแทน โดยที่รัฐบาลสยามขอสงวนสิทธิ์ในการห้ามส่งออกข้าว เกลือ และปลา เมื่อคิดว่าสินค้าเหล่านี้จะขาดแคลน

สนธิสัญญาเบาว์ริ่งจึงถือเป็นจุดเปลี่ยนจากการค้าแบบผูกขาดมาเป็นการค้าแบบเสรีตามที่อังกฤษเสนอ และในไม่ช้าประเทศไทยก็ค่อยๆ รับบทบาทเป็นผู้ผลิตข้าวหลักป้อนตลาดโลก และทำให้ชาวนาไทยพึ่งพิงกับความเป็นไปทั้งขึ้นและลงในตลาดโลกมากขึ้น

หลังจากนั้น ไม่นาน (ปี ค.ศ. 1857-59) ปริมาณการส่งออกข้าวของสยามก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จากประมาณ 990,000 หาบ/ปี (1 หาบเท่ากับ 60 กิโลกรัม/ปี) หรือยังไม่ถึงหนึ่งล้านหาบ และเพิ่มมาเป็นประมาณ 1.6-1.8 ล้านหาบ/ปี ในระหว่างปี ค.ศ. 1860-1874 หรือตลอดช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 4

การขยายตัวของการส่งออกข้าวอย่างรวดเร็วมากมาเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยเพิ่มขึ้นมาเป็น 3.5 ล้านตัน/ปี ในปี ค.ศ. 1875-79 และเพิ่มการส่งออกขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิน 14.8 ล้านตัน/ปี ในปี ค.ศ. 1905-09 ในปลายรัชสมัยของพระองค์ท่าน

pastedGraphic.png

พัฒนาการทางเทคโนโลยี

การขยายตัวของการส่งออกของไทยอย่างรวดเร็วในช่วงรัชกาลที่ 5 มาจากปัจจัยทางเทคโนโลยีที่สำคัญหลายประการ เริ่มต้นจาก การจัดตั้งโรงสีข้าวที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ ที่ชาวตะวันตกนำเข้ามาในปี ค.ศ. 1858 (พ.ศ. 2401) ทำให้สามารถสีข้าวได้ทีละมากๆ โดยคนไทยในยุคนั้นเรียกกันว่า “โรงสีไฟ” ต่อในปี ค.ศ. 1870 (พ.ศ. 2413) ชาวจีน (จีนกวางตุ้ง) ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในธุรกิจโรงสี โดยซื้อเครื่องจักรมาจากอังกฤษ 

และจากนั้นชาวจีนก็ค่อยๆ เข้ามามีบทบาทแทนที่ชาวตะวันตกในเวลาไม่นาน โดยในปี ค.ศ. 1890 (หรือพ.ศ. 2433) ชาวจีนก็สามารถค้นคิดกระบวนการขัดขาวข้าวได้ ทำให้ขายข้าวขาวได้ในราคาสูงกว่าข้าวกล้องเดิมอย่างมาก และยังเอื้ออำนวยต่อการส่งออกข้าวในระยะไกล เพราะเก็บรักษาได้นานขึ้นด้วย

การนำเรือกลไฟ (เรือที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ) เข้ามาใช้แทนเรือสำเภาก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้การขนส่งข้าวไปยังต่างประเทศทำได้ในปริมาณที่มากขึ้น (เรือกลไฟลำแรกมาถึงกรุงเทพฯ ในปี ค.ศ. 1843 หรือ พ.ศ. 2386) และถึงที่หมายเร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคลองสุเอซเปิดใช้งานในปี ค.ศ. 1869 (หรือ พ.ศ. 2412) ทำให้สามารถขนส่งข้าวไปยังยุโรปได้ในเวลาที่สั้นลงมาก ดังนั้นจึงขยายตลาดไปได้ไกลขึ้นด้วย

ในช่วงเวลาเดียวกัน ค.ศ. 1870(พ.ศ. 2413) โครงข่ายสื่อสารโทรเลขใต้น้ำระหว่างเมืองศูนย์กลางทางการค้าใหญ่ๆ ในเอเชีย เช่น สิงค์โปร์ ปัตตาเวีย ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ และระหว่างเอเชีย-ยุโรป เช่น บอมเบย์ (ปัจจุบันคือ มุมไบ) กับลอนดอน ก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ ทำให้การติดต่อค้าขายเป็นไปโดยสะดวกขึ้นอย่างมาก

การเกิดขึ้นของชาวนาอิสระ 

ส่วนปัจจัยภายในที่สำคัญมากก็คือ การเลิกระบบไพร่และระบบทาส ที่ค่อยลดลงจนยกเลิกไปทั้งหมดในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1867-1915 (พ.ศ. 2410-2458) ทำให้คนไทยจำนวนมากจึงได้รับการปลดปล่อยแรงงาน และหันมาประกอบอาชีพเป็นชาวนาอิสระ ทำให้สามารถปลูกข้าวได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก

การเพิ่มขึ้นของความต้องการและแรงงานในการปลูกข้าวนำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เพาะปลูกอย่างรวดเร็ว โดยในปี ค.ศ. 1850 พื้นที่เพาะปลูกข้าวในประเทศขณะนั้น มีเพียงประมาณ 5.8 ล้านไร่ โดยประมาณ 70% อยู่ในภาคกลาง ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกข้าวในขณะนั้นเทียบเท่ากับประมาณร้อยละ 10 ของพื้นที่ปลูกข้าวปัจจุบัน และเพิ่มมาเป็น 9.2 ล้านไร่ ในปี ค.ศ. 1905-09 

ราคาข้าวเปลือกที่จูงใจก็เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตข้าว โดยในสมัยรัชกาลที่ 3 ราคาข้าวเปลือกจะอยู่ในช่วงเกวียนละ 3-5 บาท แต่พอมาถึงในช่วงรัชกาลที่ 4 ราคาข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นมาเป็น 16-20 บาท/เกวียน เลยทีเดียว 

และหากจะดูต่อเนื่องถึงราคาข้าวส่งออกในช่วงรัชกาลที่ 5 เราจะเห็นว่า ราคาข้าวส่งออกก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก ประมาณ 2-3 บาท/หาบ ในช่วงปี ค.ศ. 1870-1889 เพิ่มขึ้นเป็นสูงกว่า 5 บาท ในช่วงปี ค.ศ. 1900 เป็นต้นมา

pastedGraphic_1.png

นอกจากนี้ การสร้างเส้นทางรถไฟไปยังโคราช (ในปี ค.ศ. 1900) และไปยังภาคเหนือ และภาคใต้ (ในปี ค.ศ. 1910) ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวในภาคอื่นๆ ที่นอกเหนือจากภาคกลาง เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถส่งข้าวเข้ามาขายได้มากขึ้น จนนำไปสู่การตั้งโรงสีไฟที่โคราชในปี ค.ศ 1915 และจากนั้นก็ขยายตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว

พัฒนาการของระบบชลประทาน

นอกเหนือจากการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกตามกลไกตลาดแล้ว ในช่วง ค.ศ. 1889-1910 รัฐบาลในยุครัชกาลที่ 5 ยังริเริ่มการชลประทานอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินการโครงการชลประทานขนาดใหญ่แห่งแรก คือ โครงการรังสิต ภายใต้การดำเนินการในรูปแบบการให้สัมปทานแก่บริษัทเอกชนคือ “บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม” เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเปลี่ยนทุ่งรังสิต ซึ่งไม่มีคนอยู่อาศัยมาก่อนให้เป็นพื้นที่ปลูกข้าว และขายที่ดินให้กับเอกชน จนทุ่งรังสิตกลายเป็นพื้นที่ที่มีคนทำกินและอาศัยประมาณ 100,000 คนในปี ค.ศ. 1910

แม้ว่า ทุ่งรังสิตจะถือเป็นการริเริ่มระบบชลประทานครั้งแรก แต่การให้สิทธิ์เอกชนในการดำเนินการ ก็ตามมาด้วยปัญหาหลายประการ รวมถึงการฟ้องร้องดำเนินคดี และปัญหาการเช่าที่ดิน ซึ่งจะขอยกไปกล่าวในตอนต่อๆ ไป 

นอกจากนั้น โครงการชลประทานรังสิตยังเป็นเพียง “คลองส่งน้ำ” เท่านั้น แต่ไม่มีระบบกักเก็บและทดน้ำ (ให้มีระดับสูงขึ้น) ทำให้การทำนาในพื้นที่ยังต้องขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น ไม่สามารถทำนาได้ตามฤดูกาลในปีที่ฝนแล้งหรือมาล่าช้า กระทรวงเกษตราธิการในยุคนั้น จึงได้จ้างวิศวกรชลประทานชาวเนเธอร์แลนด์ชื่อ นายวัน เดอร์ ไฮเด เข้ามาศึกษาและวางแผนระบบการชลประทานอย่างเป็นระบบ ในปี ค.ศ. 1902 

นายวัน เดอร์ ไฮเด ได้เข้ามาศึกษาและให้คำแนะนำรัฐบาลในการสร้างเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท ซึ่งจะทำให้การควบคุมน้ำในพื้นที่ภาคกลางทั้งหมดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้งบลงทุน 47 ล้านบาท ตลอดช่วงเวลา 12 ปี โดยเงินลงทุนที่สูงที่สุดคือ 5.5 ล้านบาท/ปี แต่น่าเสียดายที่โครงการดังกล่าว ไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล และในปี ค.ศ. 1908-09 โครงการของนายวันเดอร์ไฮเดก็ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด (จะกล่าวถึงโดยละเอียดในตอนต่อๆ ไป)

ต่อมาในปีค.ศ. 1908/09 และ 1909/10 ก็เป็นสองปีที่สยามถูกน้ำท่วมหนัก จนกระทบกับการผลิตข้าว ตามมาด้วยความแห้งแล้งติดกันอีก 2 ปี คือ ปีค.ศ. 1910/11 และ ปี ค.ศ. 1911/12 ผู้คนจึงเริ่มเรียกร้องให้มีการชลประทานอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลในยุคของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงจ้างเซอร์โทมัส วอร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านชลประทานจากอังกฤษเข้ามาศึกษา ในปี ค.ศ. 1913 แต่ก็ไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจังมากนัก จนกระทั่ง สยามในยุคประสบปัญหาความเสียหายของพืชผลอย่างรุนแรงอีกครั้งในปี ค.ศ. 1919/20 และเกิดขึ้นเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่ง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือหลังจากวันที่นายวันเดอร์ ไฮเด นำเสนอไปแล้วประมาณ 80 ปี โครงการชลประทานขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงปรากฏเป็นจริงในนาม โครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ 

ปัญหาผลิตภาพการผลิต

แม้ว่า ผลผลิตข้าวของไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ไม่เพิ่มขึ้นเลย แถมลดลงด้วยคือ ผลิตภาพการผลิตข้าว โดยวัดจากผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ โดยในปี ค.ศ. 1906-09 สยามมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 4.88 หาบ/ไร่ หรือ 292.8 กิโลกรัม/ไร่ และค่อยลดลงมาเป็น 3.91 หาบ/ไร่ (หรือ 234.6 กก./ไร่) ในปี ค.ศ. 1930-34 จนเหลือ 3.13 หาบ/ไร่ (หรือ 187.8 กก./ไร่) ในปี ค.ศ. 1940-44

น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการวิเคราะห์ความตกต่ำของผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ไว้อย่างชัดเจน แต่เชื่อกันว่า น่าจะมาจาก

(ก) การผลิตข้าวในพื้นที่ซ้ำเดิม จนความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง

(ข) การใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเดิม

(ค) การขาดระบบชลประทานที่ดี จึงต้องพึ่งดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอน และ

(ง) การขาดการวิจัยและพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีปลูกข้าวอย่างจริงจัง 

ความเสี่ยงทางการตลาด

แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ปลูกข้าว จะทำรายได้จากการส่งออกให้สยามอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี แต่การเพิ่มพื้นที่การปลูกข้าวก็ทำให้เศรษฐกิจการเกษตรกลายของสยามเป็นพึ่งพิงการผลิตข้าวเป็นหลักเพียงอย่างเดียว โดยร้อยละ 95 ของพื้นที่การเกษตรในยุคนั้น ใช้ไปเพื่อการปลูกข้าว นอกจากนั้น การทำนา ยังเป็นอาชีพหลักของคนไทยถึงร้อยละ 80 และการพึ่งพิงพืชหลักเพียงชนิดเดียวกลับกลายเป็นปัญหาสำคัญของชาวนาไทยในเวลาต่อมา

ในปี พ.ศ. 2470 (ในช่วงรัชกาลที่ 7) พื้นที่ปลูกข้าวของไทยเพิ่มขึ้นเป็นถึง 18.3 ล้านไร่ มูลค่าการส่งออกข้าวก็คิดเป็นร้อยละ 70 ของการส่งออกทั้งหมดของไทยในเวลานั้น แต่แล้วในปี พ.ศ. 2472 ก็เหตุการณ์ฟองสบู่แตก ของตลาดหุ้นในนิวยอร์ค เศรษฐกิจทั่วโลกก็เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง ประเทศตะวันตกรับมือกับเศรษฐกิจตกต่ำ โดยการตั้งกำแพงภาษีระหว่างกัน และกับประเทศกำลังพัฒนาด้วย ทำให้การค้าระหว่างประเทศหดตัวอย่างรุนแรง โดยในปี พ.ศ. 2475 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2472

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้อุปสงค์ข้าวลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าปริมาณการส่งออกข้าวของไทยในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำจะยังคงสูงอยู่ โดยแต่ละปีจะมีการส่งออกมากกว่า 1.0-1.3 ล้านตัน/ปี แต่สิ่งที่มีปัญหามากคือราคาข้าวที่ลดต่ำลงจาก 7.94 บาท/หาบ ในปี พ.ศ. 2473 เหลือเพียง 3.92 บาท/หาบในปี พ.ศ. 2476 ทำให้มูลค่าการส่งออกข้าวลดลงอย่างมากจากที่เคยส่งออกประมาณ 167.4 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2468 เหลือเพียง 32.9 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2476 

ความทุกข์ยากของชาวนา

นอกเหนือจากราคาข้าวที่ตกต่ำแล้ว ในช่วงปี พ.ศ. 2472-73 ชาวนายังต้องเจอกับปัญหาภัยแล้งในภาคกลาง และน้ำท่วมในภาคเหนือด้วย การที่ชาวนามีรายได้ลดลงส่งผลให้ชาวนาจำนวนมากจึงตกเป็นหนี้สินจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวนาในภาคกลางที่มีหนี้สินคิดเป็นจำนวน 650,000 ราย และมีจำนวนหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 163.24 บาท/ครัวเรือน ในปีพ.ศ. 2472 มาเป็น 233.82 บาท/ครัวเรือนในปี พ.ศ. 2476

ในขณะที่ชาวนาในภาคอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อยังชีพ (คือปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน) มีจำนวนหนี้สินต่ำกว่ามาก เช่นในภาคใต้ หนี้สินของชาวนาเพิ่มขึ้นจาก 7.97 บาท/ครัวเรือน ในปี พ.ศ. 2472 และเพิ่มมาเป็น 9.59 บาทในปี พ.ศ. 2476 ส่วนภาคอีสานมีหนี้สินลดลงจาก 12.11 บาท/ครัวเรือน มาเป็น 6.75 บาท/ครัวเรือนในช่วงเวลาเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวนาในภาคกลางยังต้องเจอกับดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่สูงขึ้นด้วย จากในภาวะปกติในเวลานั้น คือ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 เพิ่มขึ้นเป็นอัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ต่อปี จำนวนชาวนาที่ถูกยึดที่ดินจึงเพิ่มขึ้นหลายหมื่นคนในช่วงเวลานั้น เช่น ที่ปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราช (ซึ่งเป็นจุดที่ปลูกข้าวไว้ขายในภาคใต้) มีชาวนาถูกยึดที่ดิน 7,809 ราย ที่สุพรรณบุรี มีการถูกยึดที่ดิน 3,003 ราย จังหวัดฉะเชิงเทรามีชาวนาถูกยึดที่ดิน 2,520 ราย เป็นต้น

สรุป 

การขยายตัวของการส่งออกข้าวอย่างรวดเร็ว ทำให้เศรษฐกิจการเกษตรของไทย และเศรษฐกิจการเกษตรของคนไทย โดยเฉพาะในภาคกลาง เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากการเกษตรแบบยังชีพมาเป็นการเกษตรในเชิงพาณิชย์ จากการบริโภคในครัวเรือนมาสู่การพึ่งพิงตลาดโลก และจากการปลูกพืชที่หลากหลายมาสู่พืชเชิงเดี่ยว

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลประโยชน์ให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสยามอย่างมากมาย โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่าร้อยละ 70 ของรายได้จากการส่งออกมาจากข้าว แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็เป็นการใช้โอกาสโดยที่มิได้ป้องกันวิกฤตที่จะเกิดขึ้น จนกลายเป็นปัญหาต่อทั้งชาวนาและระบบเศรษฐกิจของไทยในที่สุด

แน่นอนว่า ความกดดันจากรายได้ที่ลดลงทั้งของชาวนาและของรัฐบาล ย่อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามใน ปี พ.ศ. 2475

บทความนี้ ผมเรียบเรียงจากหนังสือ

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในประเทศไทย 1850-1970 พ.ศ. 2552 โดย เจมส์ ซี อินแกรม ผู้แต่ง ชูศรี มณีพฤกษ์ และคณะ ผู้แปล จัดพิมพ์โดย มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

เศรษฐกิจไทยในสมัยรัชกาลที่ 7: รักษาเสถียรภาพ ปูพื้นฐานการพัฒนา พ.ศ. 2558 โดย พอพันธ์ อุยยานนท์ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์คบไฟ และมูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา

Image by 41330 from Pixabay

Leave a Reply