ประวัติศาสตร์น้ำตาล (ตอนที่ 3): กำเนิดและล่มสลายของอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายไทยยุคแรก

เล่าเรื่องโดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด, 17 มีนาคม 2562

โดยทั่วไป คนมักคิดกันว่า โรงสีข้าวน่าจะเป็นอุตสาหกรรมเกษตรประเภทแรกของประเทศไทย แต่จริงๆ แล้ว อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายต่างหากที่เป็นอุตสาหกรรมเกษตรประเภทแรกของไทย

ก่อนหน้าที่เราจะมีอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย น้ำตาลที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยมากที่สุดคือ น้ำตาลที่เคี่ยวจากน้ำหวานต้นตาล (เลยชื่อ “น้ำตาล” ไง) และต้นมะพร้าว การผลิตน้ำตาลทรายแดงจากอ้อยเริ่มเกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ทางพ่อค้าฮอลันดาหรือ VOC เคยซื้อน้ำตาลทรายไทยส่งออกไปยังอัมสเตอร์ดัมด้วย แต่ตำหนิว่า น้ำตาลไทยยังมีคุณภาพภาพสู้น้ำตาลจากจีนไม่ได้ แต่การผลิตน้ำตาลทรายในครั้งนั้น ยังมิได้ทำกันเป็นแบบ “อุตสาหกรรม” จริงจัง

อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายในไทยถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2353 (หรือ ค.ศ. 1810) ในช่วงรัชกาลที่ 2 โดยการริเริ่มของชาวจีน และโดยการสนับสนุนของรัฐบาล โดยน้ำตาลที่ผลิตได้มีคุณภาพดีเทียบได้กับน้ำตาลทรายจากรัฐเบงกอลของอินเดีย ทำให้น้ำตาลทรายของไทยมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว และมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยในช่วงเวลานั้น (ซึ่งคนทั่วไปก็ไม่ค่อยทราบเช่นกัน) 

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมน้ำตาลไทย เวอร์ชั่นแรกนี้ มิได้มีอายุยืนยาว หรือสานต่อมาจนถึงอุตสาหกรรมน้ำตาลในปัจจุบันแต่อย่างใด แต่อุตสาหกรรมทั้งระบบล่มสลายสิ้นเชิงไปในปี พ.ศ. 2432 (หรือ ปี ค.ศ. 1889) ดังนั้น ระยะเวลา 79 ปี ของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ของอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายไทย เวอร์ชั่นแรก จึงน่าสนใจอย่างมาก 

การลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย

การลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายในยุคดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนสูง เพราะการประกอบการในยุคนั้น จะต้องลงทุนแบบครบวงจรตั้งแต่

(ก) การบุกเบิกหรือการซื้อที่ดินเพื่อปลูกไร่อ้อยและตั้งโรงหีบ

(ข) การว่าจ้างแรงงานมาปลูกอ้อย

(ค) การสร้างเครื่องมือมาใช้ในการผลิตน้ำตาล

(ง) การซื้อควาย (ในฐานะตัวต้นกำลัง) ในการดึงกว้านลูกหีบ

(จ) การต่อเรือสำหรับบรรทุกอ้อยและบรรทุกน้ำตาลทราย รวมถึงการเตรียมบรรจุภัณฑ์ และอื่นๆ

ข้อมูลหลักฐานเท่าที่มีบ่งชี้ว่า หากเป็นโรงงานน้ำตาลทรายที่ไม่มีไร่อ้อยของตนเอง (หมายถึงต้องซื้ออ้อยจากเกษตรกร) มีกำลังการผลิตประมาณ 2,000 หาบต่อปี (หาบหนึ่งเท่ากับ 60 กิโลกรัม ดังนั้น 2,000 หาบจึงเท่ากับ 120 ตัน/ปี) มีลูกจ้าง 120 คน จะใช้เงินลงทุนประมาณ 5,840 บาท แต่หากมีไร่อ้อยเป็นของตนเอง ต้องใช้เงินลงทุนเป็นหมื่นๆ บาทขึ้นไป เช่น โรงงานน้ำตาลทรายหลวงที่ฉะเชิงเทรา ใช้เงินลงทุนประมาณ 26,367 บาท

และเนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง หรือเรียกว่า มีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Barrier to entry) กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลจึงทำได้จำกัด โดยเราสามารถแบ่งกลุ่มนักลงทุนออกเป็น 4 กลุ่มคือ

· ชาวจีนอพยพที่มีเงินทุนสะสม ตามที่มีชื่อปรากฏในเอกสารต่างๆ เช่น จีนยี่ จีนไลฮี จีนแก้ว จีนจุน จีนฉายหง ฯลฯ

· เจ้านายและขุนนาง เช่น กรมหมื่นวงศาธิราชสนิท กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ พระองค์เจ้าทินกร เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน) พระยาศรีพัฒน์

· พระมหากษัตริย์ เช่น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3) ซึ่งการลงทุนจะเป็นที่รู้จักในนาม โรงน้ำตาลหลวง

· บริษัทของนักลงทุนตะวันตก เช่น บริษัทอินโดไชนาซูการ์คอมปานี ของอังกฤษ ซึ่งเข้ามาลงทุนในภายหลัง

แรงงานในการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลทราย

แรงงานในการปลูกอ้อยและทำน้ำตาลเกือบทั้งหมดเป็นคนจีน โดยเฉพาะชาวจีนแต้จิ๋วที่มีความรู้ความชำนาญในการทำน้ำตาลอยู่แต่เดิมแล้ว และเมื่ออพยพมาเมืองไทยก็นำความรู้ที่ติดตัวมาใช้ในการดำเนินงานด้วย โดยแบ่งภารกิจหน้าที่ตามความชำนาญของตนเช่น ผู้จัดการ (สมัยนั้นเรียกว่า หลงจู๊นายโรงหีบ) หัวหน้าคนงาน (เรียก จีนเตง) นายช่าง (เรียก ไส้หู) รวมถึงแรงงานทั่วไปเช่น เสมียน กรรมกร (เรียก กุลี) คนครัว และยาม

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้กระทั่งโรงงานที่เจ้านาย ขุนนางลงทุนนั้น เจ้านายและขุนนางก็มิได้บริหารกิจการเอง แต่จ้างชาวจีนอพยพมาลงทุนและบริหารกิจการให้ด้วยเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือ ค่าแรงงานกรรมกรในโรงงานน้ำตาลในยุคนั้นสูงถึง 1-1.5 บาท/วัน ในขณะที่ราคาทองในยุครัชกาลที่ 2 เท่ากับ บาทละ 12 บาท เพราะฉะนั้น ทำงานในโรงงานน้ำตาลประมาณ 8-12 วันก็จะซื้อทองได้หนึ่งบาท (ปัจจุบันต้องทำงานประมาณ 63 วัน จึงจะซื้อทองได้) 

มีการคาดการณ์กันว่า โรงงานแต่ละโรงที่กำลังการผลิต 2,000-4,000 หาบ/ปี (หรือ 120-240 ตัน/ปี) จะต้องใช้ช่างและกรรมกรประมาณ 200-300 คน/โรง และใช้คนปลูกอ้อยอีกประมาณ 2,000-4,000 คน รวมแล้วอุตสาหกรรมน้ำตาลในยุคนั้นน่าจะทำให้เกิดการจ้างงานประมาณ 30,000-35,000 คนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี แรงงานไทยและแรงงานชนกลุ่มน้อย มีบางไม่มากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่ยังต้องทำงานในระบบไพร่อยู่ คนไทยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องในขั้นตอนการปลูกอ้อยส่งโรงงาน เช่นเดียวกับแรงงานไพร่กองลาว ทำหน้าที่ตัดฟืนจากป่า เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการหีบอ้อยอยู่แถวกาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี

พื้นที่ปลูกอ้อยและโรงงานน้ำตาลทราย

พื้นที่ปลูกอ้อยและโรงงานน้ำตาลทรายในยุคนี้มีการกระจายตัวไปในภาคกลาง เช่น เมืองสาครบุรี นครชัยศรี ฉะเชิงเทรา บางปลาสร้อย (ชลบุรี) พนัสนิคม นนทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เรียกว่า มีเกือบทั่วไปในภาคกลางเลยทีเดียว 

หากพิจารณาจากบันทึกของสังฆราชปาลเลกัวซ์ (สังฆราชชาวฝรั่งเศสในช่วงรัชกาลที่ 3 และ 4) บันทึกว่า ฉะเชิงเทราน่าจะมีโรงหีบอ้อยไม่ต่ำกว่า 20 โรง และในเขตจังหวัดนครชัยศรี นับได้กว่า 30 โรง แต่ละโรงใช้กุลีคนจีนราว 200 ถึง 300 คน

สำหรับพันธุ์อ้อยที่นิยมปลูกกันยุคสำหรับส่งโรงงานนั้นคือ อ้อยไทย และอ้อยแดง ซึ่งผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ในยุคนั้นตกอยู่ประมาณ 15 ตัน/ไร่  

pastedGraphic.png

ภาพปล่องโรงงานน้ำตาลอินโดไชน่าซูการ์ คอมปานี ที่กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ภาพจาก https://thailandtourismdirectory.go.th/th/file/get/file/2017102323ac25b0e2ff4c5081adf3e1e6d5b074010545.jpg

เทคโนโลยีในการผลิตน้ำตาลทราย

แม้ว่าอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง หรือเป็น “อุตสาหกรรมเกษตร” แบบเต็มตัว แต่กระบวนการผลิตก็ยังเป็นแบบง่ายๆ  (จากบันทึกของสังฆราชปาลเลกัวซ์) โดยเริ่มจาก

· ในโรงหลังคากลม มีควาย 2 ตัว ดึงกว้านลูกหีบทำด้วยไม้แข็งสองลูกให้หมุนขบกันเพื่อบดลำอ้อย

· น้ำอ้อยไหลลงในบ่อซีเมนต์ด้านหลังโรงหีบ

· ด้านหลังโรงหีบก่อเป็นเตาอิฐ รูปร่างคล้ายกับหอคอย ชั้นบนของเตามีแท่งเหล็กขนาดใหญ่ขวางอยู่ 3 ท่อน เป็นที่ตั้งของหม้อขนาดใหญ่ 3 หม้อ เชื่อมถึงกันด้วยการโบกปูน

· เมื่อสุมไฟแรงแล้วเคี่ยวน้ำอ้อยในหม้อเหล่านี้จนงวด แล้วเทเก็บลงในกรวยดิน

· วันรุ่งขึ้น รินน้ำตาลแดงออก แล้วฟอกด้วยดินเหนียวแฉะๆ ได้น้ำตาลซึ่งค่อนข้างขาวมาก

· เคี่ยวน้ำตาลแดงกับฟองของมันอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้น้ำตาลออกมาในที่สุด

· ส่วนกากน้ำตาลทรายแดงจะถูกส่งไปที่โรงต้มกลั่นสุรา เพื่อผสมกับปูนขาว ใช้ในการโบกตึก

pastedGraphic_1.png

ภาพลูกหีบอ้อยที่ใช้กันในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ภาพจาก https://oer.learn.in.th/file_upload/cover/7646.jpg

นโยบายของรัฐต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลทราย

ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีหลักฐานชัดเจนว่า รัฐบาลไทยมีแนวนโยบายที่เอาใจใส่และสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ก็เก็บภาษีเพื่อเป็นรายได้เข้ารัฐไปพร้อมๆ กันด้วย โดยเราอาจสรุปนโยบายที่รัชกาลที่ 3 มีต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลทรายดังนี้

· การให้สินเชื่อหรือเงินกู้ยืมแก่ผู้ประกอบการ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตในแต่ละปี

· ส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางไปตรวจตราดูแลไร่อ้อยและโรงหีบอยู่เสมอ

· ตั้งโรงงานน้ำตาลหลวงขึ้น 4 โรง ที่นครชัยศรี 2 โรง ฉะเชิงเทรา 1 โรง และพนัสนิคม 1 โรง โดยมอบหมายให้เจ้าเมืองดูแล แต่โรงงานน้ำตาลหลวงเหล่านี้มักประสบปัญหาการขาดทุน เพราะเจ้าเมืองที่บริหารขาดความชำนาญ

· เรียกเก็บภาษีจากอ้อยที่ปลูกใหม่ในอัตราไร่ละ 1-4 บาท และจากอ้อยต่อ (หรืออ้อยตอ) ไร่ละ 2 สลึง (0.5 บาท)

· เรียกเก็บภาษีจากผู้ผลิตน้ำตาล เช่น น้ำอ้อยงบ เสียภาษี 0.5 บาท/หาบ น้ำตาลทรายขาวเสียภาษี 0.5 บาท/หาบ

· เรียกเก็บภาษีส่งออกน้ำตาลในอัตรา 1.50 บาท/หาบ และภาษีการบริโภคน้ำตาลภายในประเทศ 0.50 บาท/หาบ

· ในช่วงปี พ.ศ. 2385 รัฐบาลประกาศผูกขาดการค้าน้ำตาลทราย ผ่านระบบเจ้าภาษีนายอากร ซึ่งมีผลทำให้ราคาน้ำตาลทรายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 แต่ขณะเดียวกัน ก็มีผลให้ปริมาณการส่งออกน้ำตาลทรายลดลงด้วย มีพ่อค้าชาวอเมริกันเคยเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหานี้ในการเจรจาการค้าด้วย

การค้าน้ำตาลทรายของไทย

ในปี พ.ศ. 2364 นายจอหน์ ครอว์ฟอร์ด นักการทูตชาวอังกฤษที่เข้ามาเจรจาเรื่องปัญหาไทรบุรี หลังจากที่สยามจัดตั้งโรงงานน้ำตาลมาแล้ว 12 ปี ก็ได้บันทึกไว้ว่า สยามสามารถส่งออกน้ำตาลทรายได้มากถึง 80,000 หาบต่อปี ต่อมาบันทึกเท่าที่มีก็ระบุว่า การส่งออกได้เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 หาบในปี พ.ศ. 2387 และ 107,000 หาบในปี พ.ศ. 2392 จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2402 (ปี ค.ศ. 1859) ไทยส่งออกน้ำตาลทรายได้มากถึง 203,596 หาบ หรือประมาณ 12,200 ตัน/ปี (ซึ่งน่าจะเป็นจุดพีคของปริมาณการส่งออกน้ำตาล เท่าที่มีบันทึกปรากฏอยู่)

ในแง่ราคา มีเอกสารบันทึกไว้ว่า ผู้ค้าน้ำตาลสามารถซื้อน้ำตาลจากตลาดในกรุงเทพได้ในราคาประมาณ 7-7.50 บาท/หาบ เมื่อรวมกับภาษีส่งออก 1.50 บาท/หาบแล้ว ต้นทุนน้ำตาลทรายส่งออกจะตกประมาณ 8.50-9.00 บาท/หาบ (หรือประมาณ ซึ่งพ่อค้าเหล่านี้จะนำไปขายต่อในตลาดต่างประเทศเช่น จีน สิงค์โปร์ ปีนัง และมะละกา โดยจะได้กำไร (หรือมีส่วนเหลื่อม) ประมาณ 60% 

ในแง่มูลค่าการส่งออก รายงานของนายมัลลอค พ่อค้าชาวอังกฤษ ซึ่งเดินทางมากรุงเทพฯ 2 ครั้ง ได้บันทึกไว้ว่า มูลค่าการส่งออกน้ำตาลของไทยในปี พ.ศ. 2393 (ปี ค.ศ. 1850) มีมูลค่า 708,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 12.7 ของรายได้จากการส่งออกทั้งประเทศ และถือเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศในเวลานั้น (อันดับ 2 คือ หนังสัตว์และเขาสัตว์ มูลค่าส่งออก 503,000 บาท)