เรื่องเล่าจากห้องเรียน ตอน ฝุ่นฟุ้ง

เรื่องเล่าโดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด, 8 มีนาคม 2562

2 สัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสสอนนิสิตและนักศึกษาทั้งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เลยมีอะไรอยากเล่าให้ฟัง

ผมฉายภาพสไลด์นี้ขึ้นจอ แล้วผมก็นิสิตเลือกจับคู่กัน คนหนึ่งรับบทเป็นเกษตรกร อีกคนรับบทเป็นแรงงานรับจ้าง ในการเก็บเกี่ยวพืชนี้ (โดยผมไม่บอกว่าเป็นพืชใด) แล้วให้เลือกว่า หากทั้งคู่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตตามสไลด์นี้ ทั้งคู่จะเลือกวิธีการเก็บเกี่ยวแบบใด ระหว่าง วิธี A และวิธี B

นิสิตทั้งห้องจับคู่กัน และต่อรองกัน ผ่านไปสักประมาณ 3 นาที บางคู่ตกลงกันได้ และผมให้ส่งคำตอบ (หรือข้อสรุปว่าจะเก็บเกี่ยวด้วยวิธีใด) มาทางไลน์กลุ่ม

แต่บางคู่ก็ยังตกลงกันไม่ได้ ผมจึงแจ้งให้ทราบว่า ทางโรงงานจะปิดรับซื้อผลผลิตแล้ว ขอให้ทั้งคู่ตกลงกันให้ได้ ภายในเวลา 2 นาที มิฉะนั้น เกษตรกรจะไม่สามารถขายผลผลิตได้ คราวนี้ ภายใน 2 นาที ทุกคู่ตกลงกันได้

ผลปรากฏว่า ประมาณร้อยละ 70-80 ของจำนวนคู่ทั้งหมดในแต่ละชั้นเรียน (ผมสอนทั้งหมดว่า 3 หมู่เรียน) เลือกวิธีการ B

จากนั้น ผมจึงเฉลยว่า ผลผลิตที่ว่านั้นคือ อ้อย และตัวเลขที่ใส่มาให้นั้น เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะตัวเลขจริงในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกัน (โดยผมอ้างอิงจากผลการศึกษาของเพื่อนอาจารย์ แต่มาทำให้เป็นตัวเลขกลมๆ หลักสิบบาท)

ส่วนวิธีการที่นิสิตเลือก (หรือ วิธี B) ก็คือ การเก็บเกี่ยวด้วยการ “เผาอ้อย” ก่อนนั้นเอง

ส่วนวิธี A คือ การตัดอ้อยสด

ผมแจ้งให้นิสิตทราบว่า ร้อยละของอ้อยไฟไหม้ที่เข้าสู่โรงงานในปีการผลิตนี้คือ 60% นั่นแปลว่า พวกเรา เผาอ้อยกันมากกว่าเกษตรกรจริงๆ เสียอีก

มาถึงตรงนี้ นิสิตทั้งช็อค และทั้งขำตนเอง นิสิตบางคน ตะโกนบอกว่า “ฝุ่นเต็มห้อง เลยอาจารย์” 5555

ผมเลยถามว่า แล้วทำไมเราถึงเลือกเช่นนั้น นิสิตตอบว่า (ก) สำหรับแรงงานแล้ว วิธี B หรือการตัดอ้อยไฟไหม้ได้ค่าแรงงานมากกว่า (ข) สำหรับเกษตรกร บางคน ก็อยากได้วิธี A การตัดอ้อยสด เพราะได้ราคาดีกว่า แต่เมื่อเทียบกันแล้วก็แตกต่างกันไม่มาก บวกกับอำนาจต่อรองสู้แรงงานเก็บเกี่ยวไม่ได้ เพราะมีเวลา 5 นาที ไล่หลังมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อย จึงยอมหยวนๆ ว่า เป็นวิธี B

นิสิตบางส่วนไม่มากนัก ที่บ้านทำไร่อ้อยด้วย (โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี) พอเห็นตัวเลขในสไลด์ ก็เดาทางได้ และเลือกวิธี A แทน เพราะรู้ว่า วิธี B น่าจะเป็นการเผาอ้อยนั่นเอง

ผมลองเปิดตัวเลขวิธี C ที่เป็นรถตัดอ้อย ที่ราคาเก็บเกี่ยว 220 บาท/ตันอ้อย แล้วถามว่า พอจะเป็นตัวเลือกได้มั้ย? นิสิตบอกว่า ถ้าดูแต่ตัวเลขก็ยังไม่โอเค แปลว่า นิสิตจะยังเลือกวิธี B อยู่ดี

ผมจึงคุยกับนิสิตว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของเราเรียกว่า Adverse selection คือ ตัวเลือกที่ให้ผลด้อยกว่า ดันถูกเลือก ทั้งๆที่อ้อยไฟไหม้ ทำให้ (ก) เกษตรกรได้ราคาลดลง (ข) โรงงานได้ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยลดลง และตกผลึกน้ำตาลยากขึ้น และ (ค) ผู้คนรอบข้างเดือดร้อนจากฝุ่นละอองที่เกิดขึ้น แต่เพราะเงื่อนไขหรือกลไกราคาที่เป็นอยู่ส่งเสริมให้เป็นอย่างนั้น

ผมจึงถามนิสิตว่า แล้วเราจะแก้สถานการณ์นี้อย่างไร?

นิสิตดูในสไลด์แล้วชี้กันว่า น่าจะทำ 4 แนวทางหลักๆ คือ (ก) ลดราคาอ้อยไฟไหม้ ลงไปอีก เพื่อมิให้ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกที่จูงใจหรือยอมรับได้ง่ายๆ อีกต่อไป (ข) เพิ่มอัตราค่าจ้าง การตัดอ้อยสดให้เพิ่มขึ้น แต่ทางเลือกเป็นจริงได้ยากหน่อยถ้าราคาอ้อยจริงยังต่ำอยู่ เพราะฉะนั้น (ค) ต้องเพิ่มราคาอ้อยสดให้สูงขึ้นด้วย และ (ง) ทำให้ต้นทุนในการใช้รถตัดอ้อยต่ำลงอีกนิด ซึ่งหากรวมกับวิธี (ก) และ (ค) แล้ว การใช้รถตัดอ้อย อาจเป็นไปได้มากขึ้น

ผมพบว่า นิสิตชอบบทเรียนนี้ครับ ผมเองก็ชอบความตั้งใจของนิสิต เวลาคุยกันถึงแนวทางการแก้ปัญหา และผมก็จะลองนำมาคิดต่อด้วยครับ ว่าเราจะแก้ปัญหานี้กันอย่างไร

ขอขอบคุณ อ. Thanaporn Krasuaythong Athipanyakul สำหรับความรู้ครับ

pastedGraphic.png

Photo by Jessica Knowlden on Unsplash

Leave a Reply