ประวัติศาสตร์พริก (ตอนที่ 1): พริกและการแฮ็คชื่อที่เงียบและดังที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

ย่อเรื่องโดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด, 8 มีนาคม 2562

คนไทยเรามักเชื่อกันว่า พริกเป็นพืชคู่บ้านคู่ครัวของคนไทย แต่เราก็พอรู้กันว่า พริกไม่ใช่พืชที่ถือกำเนิดในบ้านเมืองเรา แต่เดินทางไกลมาจากทวีปอเมริกา แถมพริกผู้มาทีหลังยังแอบมาแฮ็คเอาชื่อพริกไปจากผู้มาก่อนแบบที่คนรุ่นหลังแทบไม่รู้เรื่องราวกันเลยทีเดียวเชียว

พริกในเม็กซิโกและการเดินทางข้ามทวีป

พริกที่เราเรียกกันในปัจจุบัน (หรือ chili) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา มีหลักฐานพบว่า ชาวอเมริกากลางมีการกินพริกกันมาไม่น้อยกว่า 7,000 ปีก่อนคริสตกาล (หรือประมาณ 9,000 ปีมาแล้ว) เพราะมีการค้นพบซากเมล็ดพริกในอุจจาระก้อนแข็งที่เมือง Huaca Prieta ในเม็กซิโก

การกินพริกก็ถือเป็นวัฒนธรรมของชาวอาณาจักรแอซเท็ก (Aztec) ซึ่งอยู่ในบริเวณเม็กซิโกปัจจุบัน ในบันทึกของทีมงานของโคลัมบัสระบุว่า ชาวพื้นเมืองนิยมปรุงอาหารด้วยพริก และกระทั่ง คำว่า chili ก็เป็นคำของชาวแอซเท็ก เช่นเดียวกับคำว่า อะโวกาโด (avocado) โกโก้ (cocao) ช็อคโกแลต (chocolate) และ มะเขือเทศ (tomato)

พริกเดินทางออกจากทวีปอเมริกา เมื่อปีเตอร์ มาร์ทิล (Peter Martyl) ผู้เป็นลูกเรือของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เก็บเอาพริกไปปลูกในสเปน ในปี ค.ศ. 1550 (หรือ พ.ศ. 2035) ปรากฏว่า พริกเจริญงอกงามดี และชาวยุโรปก็ได้ลิ้มรสความเผ็ดของพริกเป็นครั้งแรกด้วยความสนใจ ก่อนที่จะแพร่ความสนใจไปยังพ่อค้าอาหรับ โปรตุเกส และอินเดีย เป็นลำดับไป

พริกเดินทางมาถึงอินเดียในปี ค.ศ. 1585 (หรือ พ.ศ. 2128) ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และคาดกันว่า พริกจะเดินทางมาถึงอยุธยาในช่วงประมาณ ปี ค.ศ. 1600 (หรือ พ.ศ. 2143) หรืออีกประมาณ 15 ปีต่อมา ซึ่งเป็นช่วงปลายรัชสมัยพระนเรศวรมหาราช

อะไรคือพริกในความหมายของชาวอยุธยา?

ก่อนหน้าที่คนไทยจะรู้จักพริก คนไทยลิ้มรสเผ็ดในยุคนั้นด้วยสมุนไพรเช่น พริกไทย ดีปลี กานพลู มะแขว่น เดิมทีนั้น คำว่า “พริก” คำเดียวนั้น คนไทยจะหมายถึง “พริกไทย” และเมื่อพริก (หรือ chili) เข้ามาในสังคมไทย จึงได้ชื่อว่า “พริกเทศ” บ่งบอกความชัดเจนของที่มาของตนได้ดี

พริกไทย (หรือ พริก ในยุคนั้น) เชื่อกันว่า มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการนำมาใช้ทั้งเป็นอาหารและเป็นยามานานกว่า 3,000 ปีแล้ว คำว่า พริก มาจากรากศัพท์ภาษามอญว่า “เมฺรก” (ม ควบ ร ออกเสียงเป็น ป หรือ พ) ภาษบาลี-สันสกฤตเรียกว่า “มริจ” ภาษาเขมรโบราณเรียกว่า “มริจ” ซึ่งหมายถึง พริกไทยดำ

แม้ว่า พริกไทย จะครองตลาดความเผ็ดร้อนในสังคมไทยและครองคำว่า “พริก” มาก่อน แต่น่าแปลกใจมากเลยที่ พริกเทศ กลับมาแย่งคำว่า “พริก” ไปจากพริกไทยได้ โดยที่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครบันทึกไว้เลย

คุณกฤช เหลือลมัย พาเราย้อนกลับไปดูคำกลอนของสุนทรภู่ ในสิงหไกรภพคำกลอน ซึ่งคาดว่าจะแต่งในช่วงปลายรัชกาลที่ 2 ประมาณปี พ.ศ. 2365-2367 ก็ยังมีคำว่า

“…พระไม่เคยจะเสวยพริกเทศเผ็ด เคี้ยวเข้าเม็ดหนึ่งน้ำพระเนตรไหล”

นั้นก็แปลว่า ตลอดช่วงกรุงศรีอยุธยามาจนถึงรัตนโกสินทร์คนไทยยังเรียก พริก ว่าพริกเทศ อยู่เลย

เพราะฉะนั้น ในฉากที่แม่การะเกดในละครบุพเพสันนิวาส บอกบ่าวไพร่ให้หยิบ “พริก” มาทำน้ำปลาหวาน บ่าวไพร่ก็น่าจะไปหยิบพริกไทย มากกว่าที่จะไปหยิบพริก อย่างที่เห็นในละคร

pastedGraphic.png

ภาพ แม่การะเกดทำน้ำปลาหวาน โดยใช้พริกเทศ จากละครบุพเพสันนิวาส ภาพจากhttps://www.thairath.co.th/media/Dtbezn3nNUxytg04OOX1gufYtgmjqhvS8VlOXhaQx7lgkY.jpg

การแฮ็คชื่อของพริกเทศ

ต่อมาในช่วงรัชสมัย รัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ได้มีการออกประกาศกำหนดให้เก็บภาษีอากรสมพัตสร ซึ่งเรียกเก็บตามชนิดของพืชไร่ (ไม้ล้มลุก) ตามจำนวนไร่ และตามจำนวนครั้งหรือรอบที่ปลูก พบว่า มีการเรียกเก็บภาษีอากรสมพัตสร “พริกเทศ” ในอัตรา 25 สตางค์/ไร่/รอบการผลิต ซึ่งนอกจากจะบ่งชี้ว่า ยังเรียกพริกว่า พริกเทศแล้ว ก็ยังบ่งชี้ว่า น่าจะเริ่มมีการปลูกพริกเทศในเชิงพาณิชย์กันแล้วในช่วงนั้น

แม้กระทั่ง หลังจากนั้น ในอักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์ (ซึ่งเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2404-2416 ในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ต่อช่วงต้นรัชกาลที่ 5) ยังพบคำว่า พริกเทศ ไว้ว่า

“พริกเทษ, ต้นใบเหมือนพริกตุ้ม แต่เมล็ดมันใหญ่เท่าด้ำมีดหมาก, สุกศรีแดง รศเผ็ด เป็นเครื่องกับเข้า”

อย่างไรก็ดี เมื่อผมมาเปิดดูหนังสือ ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งเป็นตำราอาหารไทยในตำนาน เพราะเป็นเล่มแรกๆ ที่จัดพิมพ์เป็นหนังสือแบบสมัยใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 2452 (ช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5) ก็พบว่า ตำราอาหารไทยเล่มนี้ ไม่มีคำว่า “พริกเทศ” แล้ว มีแต่คำว่า พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู พร้อมกับนั้น ก็เรียกพริกไทยว่า “พริกไทย” ด้วยแล้วเช่นกัน

pastedGraphic_1.png

ตำราแม่ครัวหัวป่าก์  ตำราการทำอาหารไทยสุดคลาสสิคในยุคนั้น ภาพจากhttps://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2016/12/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%8C01.jpg

ดังนั้น การแฮ็คชื่อของพริก ที่ตัดคำว่า “เทศ” ออกไปจึงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2416 จนถึง ปี พ.ศ. 2452  แต่ก็เป็นไปได้ จะเกิดการเรียกแบบไม่เป็นทางการมาก่อนหน้านั้น ผมจึงเรียกการแฮ็คชื่อนี้ว่า เป็นการแฮ็คที่เงียบที่สุด คือ ไม่มีใครรู้ที่มาที่ชัดเจน และดังที่สุดคือ ทุกคนก็เรียกกันตามนั้นสืบมา

ข้อสันนิษฐานของผม

ข้อสันนิษฐานของผม (แปลว่า เดานะครับ) คือ ในเวลานั้น การพัฒนาพันธุ์พริกเทศในประเทศไทย เริ่มได้พันธุ์ที่นิ่งหรือเสถียรแล้ว และเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้ใช้ รวมถึงอาจมีความต้องการที่จำเพาะของผู้ใช้มากขึ้น เช่น ต้องการใช้พริกชี้ฟ้า พริกบางช้าง (บางคนเรียก พริกมัน หรือพริกมันบางช้าง เป็นพริกที่มีชื่อเสียงมากในช่วงรัชสมัย รัชกาลที่ 2) หรือถ้าต้องการความเผ็ดเพิ่มขึ้นก็จะใช้พริกขี้หนู เพราะฉะนั้น แทนที่จะเรียกแบบเหมารวมว่า พริกเทศ ก็จะเรียกชื่อสายพันธุ์ที่กร่อนคำว่า “เทศ” ออกไปแล้ว ต่อมา เมื่อต้องการจะเรียกพริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู พริกหยวก ฯลฯ แบบรวมๆ ก็เลยเรียกรวมกันสั้นๆ ว่า “พริก” เฉยๆ (คำว่า “เทศ” หายไปแล้ว)