ฝุ่นพิษจากการเผาอ้อย

เรื่องโดย รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช

18 กุมภาพันธ์ 2562

ขณะที่ฝุ่นพิษในกรุงเทพฯ บรรเทาลง แต่ฝุ่นพิษในภาคกลาง เหนือ และอีสานได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยเฉพาะอ้อย!

แม้ว่าการเผาอ้อยจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรเมื่อเทียบกับการไม่เผา แต่ทราบหรือไม่ว่า การเผาอ้อยกระทบต่อสุขภาพของคนมากน้อยแค่ไหน?

ผมได้อ่านงานวิจัยล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่เกี่ยวกับผลกระทบของมลพิษจากการเผาอ้อยต่อสุขภาพมนุษย์ในประเทศบราซิลซึ่งเป็นผู้นำการผลิตอ้อยของโลก ผลการศึกษาน่าจะนำมาอธิบายผลกระทบในประเทศไทยได้บ้าง โดยสามารถสรุปได้ดังนี้ครับ…

งานวิจัยชิ้นนี้เพิ่งได้ตอบรับการตีพิมพ์ในวารสาร The Review of Economics and Statistics ซึ่งเป็นวารสารที่มีชื่อเสียงทางเศรษฐศาสตร์ นับว่าเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ได้มีความพยายามวัดผลกระทบจากการเผาอ้อยโดยตรงต่อสุขภาพมนุษย์ โดยปกติการวัดผลกระทบในลักษณะนี้ทำได้ยากมากเพราะมีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อสุขภาพคนนอกเหนือจากการเผาอ้อย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพมนุษย์ ทิศทางลม ความเร็วลม สภาพอากาศ เป็นต้น

งานศึกษาครั้งนี้ได้ทำขึ้นในรัฐเซาเปาโล (São Paulo) ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นรัฐที่มีการเก็บเกี่ยวอ้อยมากกว่าสองในสามของประเทศ หรือมีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 23 ของพื้นที่รัฐ งานนี้ใช้ข้อมูลรายวันของทิศทางลม ตำแหน่งของไฟจากพื้นที่ที่เผาอ้อย ระดับของมลพิษทางอากาศ สภาพอากาศ ควันจากการเผาจากภาพถ่ายดาวเทียม ตำแหน่งบ้านที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์อาศัยอยู่ และข้อมูลลงทะเบียนการฝากครรภ์ที่มีข้อมูลความละเอียดและสมบูรณ์มาก

ผลการศึกษาพบว่า การเผาไร่อ้อยจะทำให้ฝุ่นพิษ PM10 เพิ่มขึ้นในบริเวณ 26-34% และโอโซน (O3) เพิ่มขึ้น 7-8% ในรัศมี 50 กิโลเมตร โดยมลพิษทางอากาศจากการเผาไร่อ้อย จะทำให้น้ำหนักแรกเกิดของทารกน้อยกว่าปกติ ทำให้คลอดก่อนกำหนด โดยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด หากได้รับมลพิษจากการเผาอ้อยจะทำให้: 1) ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม; 2) คลอดก่อน 32 สัปดาห์ (น้อยกว่า 8 เดือน); 3) ทารกมีขนาดเล็กกว่าปกติร้อยละ 12; และ 4) เพิ่มอัตราการตายของทารกในครรภ์ (17 คน ใน 1000 คน)

อ่านผลการศึกษาแล้วลองนึกภาพประเทศไทย

หากเรางดเผาไร่อ้อยได้ น่าจะช่วยชีวิตทารกได้มาก และทำให้เด็กที่เกิดมามีพัฒนาการอย่างสมบูรณ์และพร้อมเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศของเราในอนาคต โดยเฉพาะเด็กๆ ในต่างจังหวัด

ปัจจุบันการแก้ปัญหาฝุ่นพิษมักเน้นที่กรุงเทพและปริมณฑลเป็นหลัก แต่จังหวัดอื่นๆ ก็ควรให้ความสำคัญเท่าๆ กันจริงมั้ยครับ

ในรัฐซานเปาโล ประเทศบราซิล คาดว่าจะมีการห้ามเผาอ้อยทั้งหมดในปี 2564 ประเทศไทยน่าจะทำได้เช่นกัน หรือเราอาจพิจารณาหามาตรการอื่นมาช่วยเสริม จากการรวบรวมข้อมูลงานวิจัย บทความ และพูดคุยกับผู้รู้หลายท่าน สามารถสรุปมาตรการได้ดังนี้ครับ

ระยะสั้น

  • จัดระเบียบการเผา และให้เงินอุดหนุนกับเกษตรกรที่ไม่เผา

ในสหรัฐอเมริกา เกษตรกรรายใดจะเผาไร่ต้องลงทะเบียนแจ้งรัฐก่อน (เค้าลงทุนระบบออนไลน์เพื่อแจ้งลงทะเบียนด้วย) โดยจะทยอยเผาไม่ให้พร้อมกันในครั้งเดียว และจะให้เผาในช่วงที่อากาศไม่ปิด เป็นต้น บางมลรัฐให้เงินอุดหนุนกับเกษตรกรที่ไม่เผาผ่านการเครดิตภาษีหรือลดภาษีการขาย หรือโอนให้เปล่าเพื่อให้เกษตรกรได้มีเวลาปรับตัวหาแนวทางใหม่ในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

  • ลดการเผาในที่โล่งแจ้งโดยขอความร่วมมือจากเกษตรกรและภาคเอกชนผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตร 

โดยโรงงานน้ำตาลต้องปรับวิธีรับซื้อให้เอื้อกับการตัดอ้อยสดมากกว่าอ้อยเผาที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ปรับระบบคิวรับซื้ออ้อยด้วยจะดีมาก พร้อมสร้างความตระหนักรู้ให้กับเกษตรกรถึงผลเสียจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

  • เพิ่มแรงจูงใจโดยเพิ่มราคาอ้อยตัดสดให้มากกว่าอ้อยที่เผา 

ปัจจุบันส่วนต่างยังไม่คุ้มค่ากับการงดเผา รัฐอาจใช้เงินอุดหนุนบางส่วนโดยให้คิดว่าเป็นการโอนย้ายผลประโยชน์จากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการไม่เผาเพราะสุขภาพที่ดีขึ้น ไปสู่ผู้ที่เสียประโยชน์ซึ่งก็คือเกษตรกร แบบนี้น่าจะ Win-Win แน่นอน

ระยะกลาง

  • เร่งส่งเสริมตลาดเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ให้แพร่หลายทั่วประเทศและเกิดการแข่งขัน 

การส่งเสริมดังกล่าวจะช่วยให้ราคาเช่าบริการเครื่องจักรอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล ปัจจุบันประเทศไทยนับว่ามีความก้าวหน้าอย่างมากเรื่องการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ หากได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง น่าจะเกิดการใช้อย่างแพร่หลายในเวลาอันรวดเร็ว

  • ส่งเสริมให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาทำปุ๋ยหมักในทุกพื้นที่ พร้อมพิจารณาให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรต่อไร่
  • ส่งเสริมตลาดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 

ปัจจุบันฟางข้าวบางส่วนถูกมัดเป็นก้อนเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มจากการขายฟางข้าวประมาณ 250-500 บาทต่อไร่ (ฟางราคาก้อนละ 10-15 บาท) ขณะที่ต้องเสียค่าอัดฟางก้อนประมาณ 150-225 บาทต่อไร่ แต่การทำในลักษณะนี้ยังไม่แพร่หลายทั่วประเทศ มีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้นที่ใกล้กับแหล่งปศุสัตว์ ถ้าขยายตลาดรับซื้อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้

ระยะยาว

  • ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 

เคยนำเสนอไปก่อนหน้าว่ามีงานวิจัยในประเทศที่ศึกษาและค้นพบว่าการผลิตไฟฟ้าในลักษณะนี้จะก่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ และสามารถทำได้จริง (Delivand et al. 2011; Suramaythangkoor et al. 2011) เช่น ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าด้วยกำลังการผลิต 8 และ 10 เมกกะวัตต์ ในช่วงเวลา 20 ปี โครงการจะสร้างมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ที่ ประมาณ 30 และ 90 ล้านบาท ตามลำดับ การทำในลักษณะนี้จะช่วยทำให้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมีราคาขึ้นมาจากเดิมที่ต้องเผาเท่านั้น

  • อาจพิจารณาจัดตั้งตลาดเพื่อซื้อขายใบอนุญาติการปล่อยมลพิษ 

กลไกนี้เป็นที่นิยมกันมากในต่างประเทศ ถ้าทำได้จะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในระยะยาว เพราะจะจูงใจให้เกษตรกรปรับตัวเพื่อลดการเผาและสามารถสร้างรายได้จากการขายใบอนุญาติให้กับคนอื่นที่ต้องการเผา ดังนั้นการเผาจะมีต้นทุนเกิดขึ้น ไม่ใช่มีค่าเท่ากับศูนย์เหมือนในปัจจุบัน

ได้เวลาแล้วหรือยังครับที่เราจะคิดใหม่ทำใหม่?

ลดเผาไร่อ้อยรวมถึงวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอื่น เช่น ข้าว และข้าวโพด อย่างจริงจัง เพื่ออนาคตของชาติ ยุติธรรมหรือไม่ที่คนรุ่นปัจจุบันกอบโกยผลประโยชน์ แต่ทำให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานเราลำบาก?

ขอบคุณครับ

#ช่วยกันแก้ไขปัญหานะครับ

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในWitsanu Attavanich เมื่อวันที่ 18 February at 08:29

เอกสารอ้างอิง

Rangel, M. A., & Vogl, T. S. (2019). Agricultural Fires and Health at Birth. Review of Economics and Statistics Forthcoming. 

https://www.mitpressjournals.org/…/abs/10.1162/rest_a_00806…

Delivand, Mitra Kami, Mirko Barz, Shabbir H. Gheewala, and Boonrod Sajjakulnukit. “Economic feasibility assessment of rice straw utilization for electricity generating through combustion in Thailand.” Applied Energy 88, no. 11 (2011): 3651-3658.

Suramaythangkoor, Tritib, and Shabbir H. Gheewala. “Implementability of rice straw utilization and greenhouse gas emission reductions for heat and power in Thailand.” Waste and Biomass Valorization 2, no. 2 (2011): 133-147.

Arkansas Department of Environmental Quality. 2015. State Approaches to Particulate Matter Emissions from Agricultural Burning: Laws and Policies Across the United States 

https://www.adeq.state.ar.us/…/…/state-approaches-report.pdf

Photo by Zoltan Tasi on Unsplash

Leave a Reply