ไถ: นวัตกรรมประวัติศาสตร์พลิกโลกของชาวจีน

ย่อเรื่องโดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด (4 มีนาคม 2562)

ไถเป็นอุปกรณ์ที่เกิดขึ้นควบคู่กับการก้าวเข้าสู่ยุคเกษตรกรรมเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์พบไถในทุกๆ อารยธรรมที่ทำเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรมัน ตะวันออกกลาง อียิปต์ อินเดีย หรือในอเมริกากลาง เพราะไถคือ อุปกรณ์สำคัญในการพลิกหน้าดิน ก่อนที่จะหย่อนเมล็ดที่ต้องการปลูกลงในดิน 

อย่างไรก็ดี ไถในอดีตกาล (ตั้งแต่ 10,000 ปีก่อน) มักเป็นเพียงอุปกรณ์ง่ายที่ช่วยในการขุดหรือพลิกดิน ซึ่งไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการทำงานมากนัก นวัตกรรมที่สำคัญเกี่ยวกับไถที่พบในยุคอดีตก็คือ การนำสัตว์ใช้งาน (ส่วนใหญ่จะเป็นวัว หรือม้า) มาลากคันไถแทนมนุษย์

แต่ชนชาติที่สร้างนวัตกรรม “ไถ” จนพลิกรูปแบบของคันไถไปสิ้นเชิง และยังมีผลมาจนถึงการออกแบบไถในปัจจุบันคือ ชาวจีน

ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก รูปแบบพื้นฐานของคันไถแบบดั้งเดิมที่ใช้กันเป็นสากล (แม้ว่าจะไม่ได้แลกเปลี่ยนกันโดยตรง) เรียกกันว่า คันไถแบบอาร์ด (ard) ซึ่งมีคันไถทำด้วยไม้ และมีผาล (หรือเหล็กหรือวัสดุสำหรับสวมหัวไถ) ตื้นสำหรับขุดดินเป็นร่องตื้น จึงนิยมใช้ในพื้นที่ที่เป็นดินแห้ง 

pastedGraphic.png

ภาพการใช้ไถในอียิปต์ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/9/9e/PSM_V18_D467_Ancient_egyptian_hoe_and_plough.jpg

ในจีนก็พบไถแบบอาร์ดที่ใช้วัวลากนี้เช่นกัน โดยทำจากผาลหินรูปสามเหลี่ยม เมื่อประมาณ 6,000-7,000 ปีก่อน ต่อมาประมาณ 3,600 ปีก่อน เริ่มมีการพบผาลสัมฤทธิ์ในเวียดนาม แถบบริเวณที่มีการติดต่อกับจีน

จุดเปลี่ยนไถจีน

การพัฒนาหรือเรียกว่า การปฏิวัติคันไถของจีนเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 100-600 ปีก่อนคริสตกาล (หรือประมาณ 2,000-2,500 ปีก่อน) โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับไถอยู่ 3 ประการใหญ่ๆ ด้วยกัน

pastedGraphic_1.png

ภาพการใช้ไถในจีนเมื่อ 2,200 ปีก่อน ภาพจาก https://i.pinimg.com/originals/25/26/64/252664f27bfca80a9db537d09fcf7b72.jpg

ประการแรก การปรับปรุงคุณภาพเหล็กและวิธีการหล่อเหล็กเหนียว (ไม่เปราะ) ในจีน ทำให้จีนสามารถออกแบบไถที่มีผาลเป็นเหล็ก (จะกล่าวโดยละเอียดต่อไป) และต่อมาก็ออกแบบไถให้เป็นเหล็กทั้งหมด ทั้งผาลและคันไถ ไถที่ทำจากเหล็กนี้ สามารถใช้งานในพื้นที่ดินแข็ง ดินที่เป็นโคลน (คล้ายที่นา) และดินที่ไม่เคยผ่านการทำการเกษตรมาก่อนเลยได้

ประการที่สอง การออกแบบคันไถ ที่ใช้ไม้ค้ำ ซึ่งมีการโค้งงอไปด้านหลัง (ด้านที่คนจับ) อย่างเหมาะเจาะ จนมีลักษณะคล้ายเป็นจุดหมุนและคาน ทำให้เกษตรกรสามารถปรับระดับความลึกของการไถ ให้เหมาะสมกับลักษณะของดินในแต่ละพื้นที่ แต่ละฤดูกาล และแต่ละพืชได้ การออกแบบคันไถทำให้การทำงานของเกษตรกรชาวจีนง่ายกว่าในยุคโรมันหรือแม้กระทั่งในยุคกลางของยุโรปเป็นอย่างมาก

ประการสุดท้าย การออกแบบผาลไถให้มีใบเกลี่ยดิน ใบเกลี่ยดินที่ทำจากเหล็กซึ่งออกแบบมาอย่างดีทำหน้าที่ในการเกลี่ยดินที่ถูกไถขึ้นมาให้ออกไปด้านข้าง ซึ่งจะช่วยก่อเป็นแนวการเพาะปลูก และป้องกันไม่ให้ดินกีดขวางการไถไปข้างหน้า จึงลดความฝืนในการไถลงได้มาก การออกแบบใบเกลี่ยของไถนั้นจะต้องเชื่อมต่อกับผาลอย่างเรียบเนียน และมีรูปร่างและมุมเกลี่ยที่พอเหมาะในการเกลี่ยดินออกด้านข้าง

pastedGraphic_2.png

ไถแบบจีนที่มีใบเกลี่ยดิน ภาพจาก https://i0.wp.com/globalfirstsandfacts.com/wp-content/uploads/2017/05/Header-plow-19th-century.jpg?resize=820%2C312

ในประเด็นที่มีคนเป็นห่วงว่า ไถเหล็กของจีนที่เพิ่มใบเกลี่ยที่เป็นเหล็กเข้าไปจะทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น และใช้งานยากขึ้นนั้น แท้จริงแล้วชาวจีนทราบดีว่า การลดแรงต้านของดินสามารถชดเชยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของผาลไถ เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปชื่อ อาเธอร์ ได้เขียนไว้ในปี 1797 (ประมาณสองพันปีให้หลัง) ว่า

“น้ำหนักของคันไถมีผลกระทบน้อยมาก ตรงกันข้ามกับที่คิดกันโดยทั่วไป น้ำหนักของคันไถเป็นภาระที่น้อยที่สุดของม้าลาก อุปสรรคอันหนักยิ่งคือ แรงต้านจากดินที่จับตัวกัน ความเบาของคันไถไม่ได้ช่วยอะไรเลย” 

ในช่วงเวลาดังกล่าว ราชสำนักจีนส่งเสริมให้มีการก่อตั้งโรงหล่อเหล็กขนาดใหญ่ประจำมณฑล และส่งเสริมให้มีการออกแบบและการใช้ไถในการเกษตร จนมีการสรุปกันว่า คันไถเหล็กไม่ใช่ของหายากสำหรับคนรวยเท่านั้น ตรงกันข้ามเกษตรกรส่วนใหญ่ในจีนยุคนั้น ก็มีคนไถเหล็กใช้กันทั่วไป   

ส่วนในยุโรป ไม่มีการใช้ใบเกลี่ยเลย นอกจากการใช้ใบเกลี่ยแบบไม้ในปลายยุคกลาง การไม่มีใบเกลี่ยทำให้เกษตรกรต้องหยุดไถดินเป็นระยะ เพื่อเกลี่ยโคลนและวัชพืชที่พอกคันไถออก นอกจากนี้การไม่มีใบเกลี่ยยังทำให้แรงต้านเพิ่มขึ้น และต้องใช้วัวหลายตัวในการไถ ในขณะที่เกษตรกรชาวจีนจะไถนาได้โดยใช้วัวเพียงตัวเดียว

ฮอลแลนด์เป็นชาติแรกในยุโรปที่ได้รับไอเดียใบเกลี่ยไปจากจีน ผ่านกะลาสีชาวดัชต์ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17ต่อมาชาวอังกฤษจ้างชาวดัชต์ไปวางแผนในการระบายน้ำออกจากหนอง แล้วนำมาใช้เพื่อการเกษตร จึงนำไถจากจีนไปใช้ด้วย ซึ่งสามารถใช้ได้ดีในดินที่เปียกและเป็นโคลน ทำให้อังกฤษและฮอลันดากลายเป็นชาวยุโรปสองชาติแรกที่ไถนาอย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้น ชาวตะวันตกจึงมีการพัฒนาและออกแบบให้ดียิ่งขึ้นต่อไป โดยเจมส์ สมอลล์ ชาวสก็อตแลนด์ ในปี ค.ศ. 1784 หลังจากที่ชาวจีนใช้งานมาแล้วกว่าสองพันปี

สิ่งประดิษฐ์อื่นๆ นอกจากไถ

นอกจากไถแล้ว ชาวจีนยังสามารถประดิษฐ์เครื่องฝัดเมล็ดแบบมือหมุน ในการแยกเปลือกและเศษฟางออกจากกัน ได้ตั้งแต่ประมาณ 2,200 ปีก่อน แทนที่จะใช้การฝัดเมล็ดโดยการโยนให้ลมพัดเปลือกออกไป เหมือนในประเทศอื่นๆ เครื่องฝัดเมล็ดข้าวจึงช่วยอำนวยความสะดวกสบายอย่างมาก และต่อมาก็มีการพัฒนามาเป็นแบบคันถีบ (เพื่อให้สามารถมีมือว่างไปทำงานอย่างอื่นๆ ได้)

เครื่องฝัดเมล็ดแบบมือหมุนสามารถใช้งานต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน แม้กระทั่งในเมืองไทย ในช่วงที่ผู้เขียนในวัยเด็ก ก็ยังพบเห็นใช้อยู่ และปัจจุบันก็ยังพบในร้านของเก่าหรือร้านที่ตกแต่งแนววินเทจ และเครื่องฝัดเมล็ดข้าวนี้ ก็เดินทางไปใช้งานที่ชวา โดยบริษัทอีสต์อินเดีย (หรือ VOC) ของฮอลันดา ในปี ค.ศ. 1700-1720 ก่อนที่จะเข้าสู่ฝรั่งเศสในปี 1720

pastedGraphic_3.png

ภาพ เครื่องฝัดเมล็ดธัญพืชแบบมือหมุน ภาพจาก https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/3/3b/Winnowing_machine.jpg/170px-Winnowing_machine.jpg

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน (ประมาณ 2,200 ปีก่อน) ชาวจีนยังประดิษฐ์เครื่องหยอดเมล็ดแบบหลายท่อ (โดยใช้วัวหรือม้าลาก) อีกด้วย ทำให้การหว่านเมล็ดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมปริมาณเมล็ดที่หยอดได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นอีกด้วย

pastedGraphic_4.png

ภาพเครื่องหยอดเมล็ดแบบหลายท่อ ภาพจากhttp://listverse.com/wp-content/uploads/2009/04/3.png

นับว่า นวัตกรรมทางการเกษตรของประเทศจีนในช่วงเวลานั้น สามารวางรากฐานให้กับการเกษตรในจีนและในประเทศอื่นๆ ได้นับเป็นสองพันปีเลยทีเดียว

บทความนี้เรียบเรียงจากหนังสือThe Genius of China ต้นกำเนิด 100 สิ่งแรกของโลก (พิมพ์ครั้งที่สอง) โดย Robert Temple แปลโดย พงศาล มีคุณสมบัติ สำนักพิมพ์มติชน 

หนังสือเล่มนี้ ยังมีความรู้ด้านอื่นๆ อีกเยอะมาก เหมาะสำหรับการเรียนรู้จริงๆ

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ย่อความเพื่อเตรียมสอนนิสิตในวิชา เศรษฐกิจการเกษตรไทยและโลก ในภาคการศึกษาหน้า โดยวิชานี้จะเล่าถึงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเกษตร จนมาถึงโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรในปัจจุบัน และเป็นวิชาใหม่ที่ผมเพิ่งรับหน้าที่สอนเป็นครั้งแรกครับ 

Image by Clker-Free-Vector-Images on Pixabay

Leave a Reply