ประวัติศาสตร์มันฝรั่ง (ตอนที่ 2): โศกนาฏกรรมมันฝรั่ง

ย่อเรื่องโดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด, 9 มกราคม 2562

หลังจากที่มันฝรั่งเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในยุโรป มันฝรั่งก็เริ่มกลายเป็นอาหารหลักของชาวยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เคยกล่าวไว้ในตอนที่แล้ว มันฝรั่งมีข้อได้เปรียบสำคัญคือ ให้พลังงาน (เทียบเป็นแคลอรี่) สูงกว่าธัญพืชหลักที่เคยปลูกในยุโรป ทั้งยังให้ผลผลิตที่สม่ำเสมอกว่า มันฝรั่งจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผลผลิตอาหารของยุโรปเพิ่มมากขึ้น และนั่นก็ทำให้จำนวนประชากรในยุโรปสามารถเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

มันฝรั่งกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป

ในภาพรวมของยุโรป การเข้ามาของพืชใหม่จากทวีปอเมริกา ทั้งข้าวโพดและมันฝรั่ง มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประชากรในยุโรปเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 103 ล้านคน ในปี ค.ศ. 1650 เป็น 274 ล้านคนในปี ค.ศ. 1850 เพราะข้าวโพดและมันฝรั่งสามารถให้ผลผลิตต่อพื้นที่มากกว่าข้าวสาลี ข้าวไรย์ 2-4 เท่า

ไอร์แลนด์เป็นประเทศที่ยอมรับมันฝรั่งก่อนฝรั่งเศสเสียอีก โดยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 มันฝรั่งก็ได้กลายเป็นอาหารประจำของไอร์แลนด์แล้ว เพียงแต่ความนิยมมันฝรั่งในไอร์แลนด์เริ่มต้นจากชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ในขณะที่ฝรั่งเศสเริ่มต้นที่ชนชั้นสูง ต่อมา ความนิยมของอาหารจากมันฝรั่งในไอร์แลนด์ โดยเฉพาะ ชิปส์ (chips) ได้แพร่กระจายไปยังลอนดอน ก่อนที่จะกลายเป็นอาหารประจำชาติของอังกฤษในเวลาต่อมา 

ในกรณีของไอร์แลนด์ จำนวนประชากรของไอร์แลนด์ได้เพิ่มขึ้นจาก 500,000 คนในปี ค.ศ. 1660 มาเป็น 8 ล้านคน ในปี ค.ศ. 1840 ซึ่งหากปราศจากมันฝรั่ง ประเทศไอร์แลนด์ก็จะเลี้ยงคนด้วยข้าวสาลีได้เพียง 5 ล้านคนเท่านั้น มันฝรั่งจึงมีส่วนสำคัญมากสำหรับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในไอร์แลนด์ 

พอมาถึงปี ค.ศ. 1800 ที่ผู้คนในยุโรปเริ่มนิยมมันฝรั่งและเห็นว่ามันฝรั่งคือคำตอบ ในช่วงเวลานั้น มันฝรั่งได้รับคำยกย่องว่าเป็น “คำอวยพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่แผ่นดินจะผลิตขึ้นได้” หรืออวยว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์ทางการเกษตร” กันเลยทีเดียว

สิ่งหนึ่งที่จะต้องไม่ลืมกันด้วยก็คือ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในยุโรปในยุคนั้นมีความสำคัญต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ในยุคที่ยังไม่มี AI แรงงานจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แถมมันฝรั่งยังปลูกง่าย ใช้พื้นที่น้อย ราคาถูก ปรุงอาหารง่าย ใช้เวลาน้อย มันฝรั่งจึงเป็นอาหารที่เหมาะมากสำหรับชนชั้นผู้ใช้แรงงาน จนกระทั่งมีผู้กล่าวว่า นอกจากถ่านหิน เหล็ก และเครื่องจักรไอน้ำแล้ว มันฝรั่งนี่แหละที่ช่วยทำให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นและสำเร็จได้

ระเบิดเวลาของอาหารและประชากร

อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางที่ผู้คนในยุคนั้นฝากความหวังเรื่องความมั่นคงทางอาหารไว้กับมันฝรั่ง ก็มีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ โธมัส มัลธัส ไม่เห็นด้วยและได้ตีพิมพ์ผลงานที่มีความสำคัญมากชื่อ “ความเรียงว่าด้วยหลักประชากรศาสตร์” (An Essay on the Principle of Population) ในปี ค.ศ. 1798 

คุณมัลธัสพยายามชี้ให้เห็นว่า จำนวนประชากร (ในยุคนั้น) กำลังเพิ่มแบบเรขาคณิต (จาก 2 เป็น 4 เป็น 8 เป็น 16) ในขณะที่ปริมาณอาหารกำลังเพิ่มแบบเลขคณิต (จาก 1 เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4) เพราะฉะนั้น เมื่อถึงเวลาหนึ่ง จำนวนประชากรจะเพิ่มมากกว่าจำนวนอาหาร และความขาดแคลนอาหารจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

pastedGraphic.png

แนวคิดของโธมัส มัลธัส

คุณมัลธัสเสนอว่า ยุโรปสามารถหลีกเลี่ยงความขาดแคลนอาหารได้โดย 2 ทางหลักๆ ทางแรกเรียกว่า preventive check หรือแนวทางเชิงป้องกัน ด้วยการลดอัตราการเพิ่มของประชากรลง ซึ่งในยุคนั้น คุณมัลธัสเชื่อว่าทำได้ยาก (แต่ต่อมากลายเป็นแนวคิดในการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด) ส่วนเมื่อทางแรกทำได้จำกัด ทางที่สองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณมัลธัสจึงเรียกแนวทางนี้ว่า positive check นั่นคือ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่จะทำให้ชีวิตของคนสั้นลงเช่น สงคราม หรือโรคระบาด หรือความอดอยาก (ที่เรียกว่า Malthusian Catastrophe) รวมถึงสภาพแวดล้อมทางสุขภาพและเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีด้วย

คุณมัลธัสเชื่อว่า ความอดอยากจะหลีกเลี่ยงได้ก็ต้องปล่อยให้ positive check ทำงาน เพราะฉะนั้น คุณมัลธัสจึงเห็นว่า การช่วยเหลือคนจนก็จะมีผลให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น การช่วยเหลือคนจนควรทำอย่างจำกัดที่สุด ต่อมาในปี ค.ศ. 1834 พรรคอนุรักษ์นิยมในอังกฤษนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยคนจน (The Poor Law Amendment Act) ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นกฎหมายที่บีบบังคับคนจน และมีผลอย่างยิ่งต่อโศกนาฏกรรมมันฝรั่งที่จะเล่าถึงต่อไป

แน่นอนว่า เพราะผลผลิตมันฝรั่งที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้คนจำนวนไม่น้อยในยุคนั้นไม่เชื่อในความคิดของคุณมัลธัส ซึ่งในปี ค.ศ. 1800 คุณมัลธัสก็ได้เตือนผู้คนว่า “ถ้าผู้คนหันมาพึ่งพิงมันฝรั่ง แล้วการปลูกมันฝรั่งเกิดล้มเหลวขึ้นมา ก็จะเป็นหายนะขึ้นมา” พร้อมทั้งถามว่า “นั่นเป็นไปไม่ได้หรอกหรือ?”

ซึ่งกว่าคำเตือนของคุณมัลธัสจะปรากฏเป็นจริง เวลาก็ผ่านไป 45 ปี

โศกนาฏกรรมมันฝรั่งในไอร์แลนด์ 

แต่ก่อนที่จะเล่าให้ฟังถึงโศกนาฏกรรมมันฝรั่ง เราจำเป็นต้องเท้าความเพิ่มอีกนิดถึงโครงสร้างการปกครองและระบบการเช่าที่ดินในไอร์แลนด์ในเวลานั้น

ในแง่การปกครอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1801 ไอร์แลนด์ได้ถูกควบรวมเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร การออกกฎหมายหรือการตัดสินใจส่วนใหญ่จะกระทำขึ้นที่ส่วนกลางก็คือ ลอนดอน ในนามของรัฐบาลหรือรัฐสภาของเกรทบริเทน เวลานั้น ไอร์แลนด์ได้มีสมาชิกในสภาผู้แทนฯ (สภาล่าง) จำนวน 105 คน และอีก 28 คนในสภาขุนนางของเกรทบริเทน ประมาณ 75% ของผู้แทนเป็นเจ้าของที่ดินหรือลูกเจ้าของที่ดินในไอร์แลนด์

ในแง่การใช้ที่ดิน ประมาณ 2 ใน 3 ของเกษตรกรในไอร์แลนด์เป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน โดยทำงานให้นายจ้าง โดยแทบไม่ได้รับค่าจ้าง  แต่จะได้รับการแบ่งที่ดินแปลงน้อยๆ เพื่อปลูกพืชไว้ยังชีพ และพืชที่ปลูกและได้ปริมาณอาหารเพียงพอสำหรับครอบครัวตลอดทั้งปี ก็คือ มันฝรั่ง นั่นเอง เพราะฉะนั้น ระบบการเช่าที่ดินจึงเป็นตัวผลักดันสำคัญที่ทำให้เกษตรกรในไอร์แลนด์จำเป็นต้องพึ่งพิงมันฝรั่งเป็นพืชเชิงเดี่ยวในที่สุด

หายนะที่คุณมัลธัสเตือนไว้ เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1844 เมื่อโรครามันฝรั่ง หรือโรคมันฝรั่งเน่า จากเชื้อรา Phytophthora infestans ซึ่งติดมาจากเทือกเขาแอนดีสในทวีปอเมริกา โดยติดมากับเรือที่บรรทุกปุ๋ยขี้นก ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ต้องการกันมากในยุคนั้น และเริ่มมาระบาดยังยุโรปอย่างรวดเร็ว ทั้งในเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส และในไอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1845

โรคมันฝรั่งเน่า ทำให้หัวมันฝรั่งที่ขุดขึ้นมาจากไร่ เน่าเสียภายในเวลาไม่กี่วัน ในปี ค.ศ. 1845 ความเสียหายของผลผลิตในไอร์แลนด์ คาดว่ามีประมาณหนึ่งในสามจนถึงครึ่งหนึ่งของพืชผลทั้งหมด แต่พอมาถึงปีถัดมา (ค.ศ. 1846) ผลผลิตที่เสียหายทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นสามในสี่ของผลผลิตทั้งหมด และเมื่อถึงปี ค.ศ. 1848 หัวมันฝรั่งที่ใช้ในการปลูกก็เริ่มหายากขึ้น และแทบไม่มีการปลูกมันฝรั่งอีกเลย

pastedGraphic_1.png

การคาดการณ์ปริมาณผลผลิตมันฝรั่งที่ลดลงในช่วงเวลาดังกล่าว จาก Great Famine Ireland โดย Wikipedia

เมื่อมันฝรั่งเป็นอาหารหลักเพียงชนิดเดียวของผู้คนประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศ การเกิดโรคระบาดกับมันฝรั่งจึงกลายเป็นหายนะของประเทศ ไอร์แลนด์ก้าวเข้าสู่ภาวะความขาดแคลนอาหารหรือทุพภิกขภัย ผู้คนอดอยาก เจ็บไข้ได้ป่วย และล้มตาย และผู้ที่พยายามทนกินหัวมันฝรั่งเน่าก็ล้มป่วยด้วยโรคไข้รากสาดและอหิวาตกโรค

แม้ว่าในยุคนั้น จะยังไม่มีการนับจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่ชัด แต่มีการขาดกันว่า ประชากรในไอร์แลนด์ประมาณ 775,000 ถึง 1,500,000 คน เสียชีวิตไปจากเหตุการณ์ดังกล่าว

หายนะภัยในเชิงโครงสร้าง

แต่เราจะกล่าวว่า หายนะครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของมนุษยชาติเกิดขึ้นเพียงเพราะ “เชื้อรา” ปัจจัยเดียวเท่านั้น ก็คงมิได้ ทั้งนี้เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคนั้น ก็ส่งผลให้หายนะภัยรุนแรงขึ้น โดยปัจจัยหลักๆ 4 ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก ในขณะที่ประชาชนไอร์แลนด์ประสบอดอยากจากโรครามันฝรั่ง การส่งออกอาหารซึ่งเป็นสินค้าหลักของไอร์แลนด์ไปยังอังกฤษยังคนดำเนินไปตามปกติตลอดระยะเวลา 5 ปีที่เผชิญทุพภิกขภัย สินค้าอาหารเหล่านี้ผลิตกันในฟาร์มของเจ้าของที่ดิน ซึ่งแบ่งที่ดินเล็กน้อยให้ครัวเรือนเกษตรกรปลูกมันฝรั่งยังชีพ

ดังนั้น เมื่อเริ่มเกิดความอดอยากขาดแคลนอาหารขึ้นแล้ว ก็มีเสียงเรียกร้องจากชาวไอร์แลนด์ ให้รัฐบาล (อังกฤษ) มีการปิดเมืองท่าในไอร์แลนด์ ไม่ให้ส่งออกอาหาร เพื่อให้มีอาหารบริโภคกันในประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่มีการดำเนินการกันในเบลเยี่ยม แต่แนวทางดังกล่าวไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลเกรทบริเทน

ประเด็นที่สอง พร้อมๆ กับกระแสเรื่องการงดการส่งออกอาหาร อีกหนึ่งแนวทางที่มีการเรียกร้องกันนั้นก็คือ การนำเข้าธัญพืช ซึ่งตัวหลักก็คือข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มอุปทานอาหารในไอร์แลนด์ แต่เนื่องจากในช่วงเวลานั้น สหราชอาณาจักรมีกฎหมายข้าวโพด (Corn Law) ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศในอัตราสูง เพื่อปกป้องการผลิตข้าวสาลีในประเทศ 

ดังนั้น ถ้าจะมีการนำเข้าข้าวโพดมาแก้ไขสถานการณ์ในไอร์แลนด์ก็จำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าว แต่ความคิดดังกล่าวได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากชนชั้นสูงซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและพรรคอนุรักษ์นิยม โดยอ้างว่า จะทำให้ฐานการผลิตข้าวสาลีในประเทศได้รับผลกระทบไปด้วย (เมื่อนำเข้าข้าวโพด ราคาข้าวสาลีในสหราชอาณาจักรจะถูกลง) และจะยิ่งทำให้ความมั่นคงทางอาหารของประเทศแย่ลง

ในที่สุด เมื่อสถานการณ์ในไอร์แลนด์แย่ลงในปี ค.ศ. 1846 นายกรัฐมนตรีเซอร์ โรเบิร์ต พีล ในเวลานั้น ก็ตัดสินใจหักดิบยกเลิกกฎหมายข้าวโพด อนุญาตให้มีการนำเข้าข้าวโพดได้ แต่กว่าจะสามารถนำเข้าจริงได้ยังต้องใช้เวลาต่อไปอีก แต่การหักดิบดังกล่าวก็ทำให้กลุ่มชนชั้นนำในรัฐสภาอังกฤษไม่พอใจ และนำไปสู่การพ่ายแพ้มติในสภาผู้แทนราษฎร จนนายกรัฐมนตรีพีล ต้องลาออกจากตำแหน่งไป 

เหตุการณ์นั้นนำไปสู่การตั้งรัฐบาลใหม่ นำโดยลอร์ด จอหน์ รัสเซลล์ ที่เน้นปรัชญาไม่แทรกแซง โดยเห็นว่า ทุพภิกขัยที่เกิดขึ้นก็เป็นกลไกที่ positive check ตามที่โธมัส มัลธัสเสนอ และผู้ช่วยรัฐบมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้รับรับผิดชอบดูแลการช่วยเหลือดังกล่าว ก็ใช้คำว่า “การตัดสินของพระเจ้าในการส่งภัยพิบัติลงมาเพื่อสั่งสอนชาวไอริชให้ได้รับบทเรียน”

ประเด็นที่สาม ตามโครงสร้างของการเช่าที่ดินในยุคนั้น เจ้าของที่ดินในไอร์แลนด์จะต้องรับผิดชอบในการจ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้เช่าที่ดินที่เสียค่าเช่าต่ำกว่า 4 ปอนด์ต่อปี เพราะฉะนั้น ในยามที่ผลผลิตขาดแคลน การมีผู้เช่าจำนวนมาก กลายเป็นภาระของเจ้าของที่ดิน ทำให้เจ้าของที่ดินเริ่มกำจัดผู้เช่ารายเล็กออกไป เพื่อที่รวมที่ดินเป็นแปลงใหญ่แล้วปล่อยให้เช่าในอัตราที่เกิน 4 ปอนด์ต่อปี การไล่ที่เริ่มเกินขึ้นในปี ค.ศ. 1846 

และต่อมาในปี ค.ศ. 1847 รัฐบาลของลอร์ดรัสเซลล์ก็มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการขับไล่ผู้เช่าที่ดิน (Cheap Ejectment Act) ส่งผลให้เกิดการไล่ที่ขนานใหญ่ตามมา โดยภาพรวมแล้วคาดหมายกันว่ามีเกษตรกรชาวไอร์แลนด์ถูกไล่ที่ประมาณ 250,000 คน และแน่นอนว่าคนกลุ่มนี้ย่อมมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นที่จะอดอยากหรือล้มตาย

ประเด็นสุดท้ายคือ ระบบการช่วยเหลือคนจนตามแนวทางของกฎหมายคนจน (Poor Laws) ซึ่งต่อมามีการออกกฎหมายประชาสงเคราะห์ และจำกัดการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลไว้สำหรับเกษตรกรที่มีที่ดินน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของเอเคอร์เท่านั้น ซึ่งนั้นยิ่งส่งผลให้เกษตรกรไอร์แลนด์จำเป็นต้องคืนที่ดินให้เจ้าของที่ดินไป เพื่อไปรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยจะจัดตั้ง “โรงแรงงาน” (workhouse) เพื่อให้คนจนอยู่ และต้องทำงานตามที่มอบหมาย เพื่อตอบแทนความช่วยเหลือของรัฐบาล แต่สภาพแวดล้อมของโรงทำงานก็ไม่ดีเช่นกัน จนมีผู้กล่าวว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของกฎหมายนี้คือ การขับไล่ผู้เช่าออกจากที่ดิน และผลักดันให้ไปอยู่ในโรงแรงงานแทน 

ผลกระทบในภาพรวม

จากทั้งสี่ปัจจัยประกอบรวมกัน ทำให้ตลอดช่วงระยะเวลาห้าปีของทุพภิกขภัยชาวไอร์แลนด์ประมาณ 750,000-1,500,000 คนต้องเสียชีวิต อีกประมาณ 1.5-2 ล้านคน ตัดสินใจอพยพไปยังสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย ในภาพรวม ตลอดระยะเวลา 5 ปี จำนวนประชากรของไอร์แลนด์ลดลงจาก 8 ล้านคน เหลือเพียง 5 ล้านคนเท่านั้น

pastedGraphic_2.png

สัดส่วนของประชากรที่ลดลงในแต่ละพื้นที่ของไอร์แลนด์

แม้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 5 ปีที่ไอร์แลนด์ อาจจะดูเหมือนการยืนยันในทฤษฎีและคำเตือนของโธมัส มัลธัส แต่ในทางกลับกัน แนวคิดของ positive check ของมัลธัส (ว่าด้วยการปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปเพื่อเป็นกลไกลดจำนวนประชากร) ก็กลายเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์แย่ลงอย่างยิ่ง

เช่นเดียวกับการพึ่งพิงมันฝรั่ง การพึ่งพิงมันฝรั่งในฐานะพืชเชิงเดี่ยวในไอร์แลนด์ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเลือกของเกษตรกร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือทางเศรษฐกิจ หรือทางวัฒนธรรม แต่เกิดจากโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะการเช่าที่ดินต่างหาก ที่ผลักดันให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองต้องพึ่งพามันฝรั่ง และตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงในที่สุด

ดังนั้น จึงมีคำกล่าวโดย จอห์น มิทเชล ว่า “พระเจ้าอาจจะทรงเป็นผู้ส่งรามันฝรั่งลงมา แต่อังกฤษเป็นผู้สร้างทุพภิกขภัย” 

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมมันฝรั่งในไอร์แลนด์จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความคิดทั่วโลก ทั้งในแง่ของการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และการพัฒนาระบบสวัสดิการ รวมถึงการนำไปสู่การต่อสู้เพื่อเอกราชของไอร์แลนด์ในเวลาต่อมา

หมายเหตุ

โพสต์นี้ย่อความจาก หนังสือประวัติศาสตร์กินได้ An Edible History of Humanity เขียนโดย Tom Standage แปลโดย โตมร ศุขปรีชา สำนักพิมพ์ Open World, 2559. 

หนังสือตำนานอาหารโลก: เบื้องหลังจานโปรดโดนใจคนทั่วโลก. What Caesar Did for My Salad เขียนโดย Albert Jack แปลโดย พลอยแสง เอกญาติ 

หนังสือ พลิกประวัติศาสตร์โลก: สำรวจสังคมมนุษย์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน เขียนโดย แพทริเซีย เอส แดเนียส์ และสตีเวน จี ไฮสลอป แปลโดย คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์. National Geographic 

จาก Great Famine (Ireland) ใน Wikipedia https://en.wikipedia.org/wiki/Great_Famine_(Ireland) 

จาก Thomas Robert Malthus ใน Wikipedia  https://en.wikipedia.org/wiki/Thomas_Robert_Malthus 

จาก Malthusianism ใน Wikipedia https://en.wikipedia.org/wiki/Malthusianism 

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ย่อความเพื่อเตรียมสอนนิสิตในวิชา เศรษฐกิจการเกษตรไทยและโลก ในภาคการศึกษาหน้า ของภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยวิชานี้จะเล่าถึงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเกษตร จนมาถึงโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรในปัจจุบัน และเป็นวิชาใหม่ที่ผมเพิ่งรับหน้าที่สอนเป็นครั้งแรกครับ 

Photo by rawpixel on Unsplash

Leave a Reply