มิติของการเผาอ้อย

เรื่องโดย ผศ.ดร.ธนาภรณ์ อธิปัญญากุล, 18 กุมภาพันธ์ 2562

หลังจากชาวไร่อ้อยเจอมรสุมรุมกระน่ำเรื่องการเผาอ้อย วันนี้ผู้เขียนชวนทุกท่านมาเสพข่าวด้านบวก กรณีการจัดการเพื่อลดการเผาอ้อยของสมาคมชาวไร่อ้อยกำแพงเพชรกันบ้างนะคะ😉 ซึ่งจริงๆ มีหลายที่ที่อ้อยสดเพิ่มขึ้นแต่เอามาแค่กรณีนี้ก่อนนะคะ

ก่อนอื่นเราลองมาเปรียบเทียบสถิติอ้อยสดและอ้อยไฟไหม้ช่วงปี 2558/59 – 2561/62 ณ วันที่ 4 กพ. จะเห็นว่าในภาพรวมของประเทศสัดส่วนอ้อยสดต่ออ้อยไฟไหม้เพิ่มขึ้นเพียงร้อยยละ 1

แต่หากสังเกตสัดส่วนอ้อยสดและอ้อยไฟไหม้ที่เข้าหีบของจังหวัดกำแพงเพชร พบว่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 ท่านนายกสมาคมชาวไร่อ้อยกำแพงเพชร กรุณาให้สัมภาษณ์ว่าการดำเนินงานเพื่อลดการเผาอ้อยจะสำเร็จนั้นต้องเกิดความร่วมมือทุกภาคส่วนตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร สมาคมชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาล ร่วมมือกันในการจัดการและตั้งเป้าหมายอย่างเป็นระบบมาเป็นเวลา 3-4 ปี แล้ว โดยสรุปการดำเนินงานดังนี้

  1. การให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงข้อเสียของการเผาอ้อยและข้อดีของการตัดอ้อยสด ตลอดจนการให้ข้อมูลด้านการใช้รถตัดอ้อยแทนแรงงานคนตัดว่ามีข้อดีหลายด้าน เช่น การประหยัดค่าปุ๋ย เพราะเมื่อไถคลุกใบอ้อยก็จะส่งผลให้ดินดีในระยะยาว ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้น (4-6 ตันต่อไร่) เกษตรกรมีเวลามากขึ้นทำให้มีเวลาดูแลรักษาอ้อยเพิ่มขึ้น และลดปัญหาด้านการจัดเตรียมแรงงานที่ต้องไปติดต่อและมัดจำแรงงานในทุกๆ ปี

  2. จากรถตัดอ้อยที่มีในปัจจุบันของโรงงานจำนวน 50 คัน และของเกษตรกรโดยประมาณ 200 คัน นำมาวางแผนบริหารจัดการ คือ เมื่อเกษตรกรเจ้าของรถตัดตัดอ้อยของตนเองเสร็จจะนำไปตัดอ้อยให้เกษตรกรรายอื่นๆ ที่มีการเตรียมแปลงที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาอ้อย โดยแปลงต้องมีระยะห่าง 1.5-1.65 เมตร ซึ่ง ณ ขณะนี้ ชาวไร่ส่วนใหญ่มีความพร้อมในการตัดอ้อยสดยกเว้นแปลงที่มีขนาดเล็กและสั้นมาก
  3.  ประกาศห้ามเผาอ้อยในเขตรัศมีตัวเมืองในระยะ 5 กิโลเมตรในปี 61-62 และจะเพิ่มเป็น 10 กิโลเมตร ในปีถัดไป
  4.  ปี 62 ตั้งเป้าต้องมีอ้อยสดในสัดส่วนร้อยละ 50 และในอีก 3-5 ปีข้างหน้าต้องได้อ้อยสดร้อยละ 70-80
  5. ปี 63 หรือฤดูหีบหน้า กำหนดตำบลสระแก้ว เป็นพื้นที่ปลอดการเผาอ้อย
  6. มีกลไกด้านการรวมกลุ่มเพื่อให้เกษตรกรที่มีเครื่องคลุกใบอ้อยสามารถให้บริการกับเกษตรกรที่ขาดเครื่องมือเครื่องจักร เพื่อลดการเผาใบอ้อยหลีงการเก็บเกี่ยว

อย่างไรก็ตามท่านนายกให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในส่วนของรถตัดอ้อย ยังไม่อยากให้เพิ่มจำนวนมากนัก เนื่องจากรถตัดของเกษตรกรที่มีอยู่นั้นใช้ยังไม่เต็มศักยภาพของรถ โดยเกษตรกรสามารถใช้รถตัดอ้อยตัดอ้อยได้เพียง 10,000 ตันต่อฤดูหีบ เนื่องจากรถบรรทุกติดคิวนานที่โรงงานไม่สามารถวิ่งกลับมารับอ้อยได้ ทำให้รถตัดต้องหยุดทำงาน ในขณะที่รถตัดของโรงงานเองตัดได้ถึง 20,000 ตันต่อฤดูหีบ ซึ่งปัญหาดังกล่าวตรงกับที่ผู้เขียนได้โพสก่อนหน้านี้

ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้รถตัดจึงควรแก้ไขที่ระบบคิวด้วยเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

จากกรณีศึกษาดังกล่าวค่อนข้างสอดคล้องกับสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ทำการวิจัยและได้เสนอแนะไว้ก่อนหน้านี้ แต่ยังมีบางประเด็นเช่น ในเรื่องแรงจูงใจด้านอื่นหรือการถ่ายโอนผลประโยชน์ที่เกษตรกรควรจะได้รับ เนื่องจากระบบการผลิตอ้อยของไทยเกษตรกรเป็นผู้รับภาระต้นทุนทั้งด้านการผลิต การเก็บเกี่ยว และการขนส่ง ในขณะที่หลายประเทศเกษตรกรขายอ้อย ณ ที่ฟาร์ม แต่ประเด็นนี้ยังไม่สามารถเสนอแนะในที่นี้จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม

การแก้ไขปัญหาต้องเริ่ม แต่ต้องใช้เวลาปรับตัว ผู้เสนอแนวทางต้องเข้าใจปัญหาและระบบอย่างแท้จริง ลงทำงานจริง ซึ่งผู้เขียนเองยังต้องเรียนรู้และทำวิจัยเพิ่มเติมในอีกหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของระบบ

 

ปล.ทุกอย่างในโพสหากผิดพลาดผู้เขียนรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต้นสังกัด แต่หากเป็นประโยชน์ขอส่งผลที่ดีให้แก่หน่วยงานต้นสังกัดและผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน#
CR: ภาพ Idsara Metasathit บางภาพถ่ายเอง บางภาพนำมาจากเฟสของเกษตรกร

ภาพจาก www.prachachat.net

#เสพข่าวด้านลบในประเด็นการเผาอ้อยของเกษตรกรชาวไร่อ้อยกันมาเยอะแล้ว# โพสนี้ชวนทุกท่านมาเสพข่าวด้านบวก…

Thanaporn Krasuaythong Athipanyakul 发布于 2019年2月18日周一

โพสที่เกี่ยวข้อง
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10161304942370114&id=617745113
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10161273669710114&id=617745113

Leave a Reply