เครื่องเทศ – พืชเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก

ย่อเรื่อง โดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด

(ย่อความจาก หนังสือประวัติศาสตร์กินได้ An Edible History of Humanity)

ถ้าธัญพืชและการปรุงอาหารจะเป็นสิ่งที่สร้างอารยธรรมมนุษย์ เครื่องเทศก็คงเป็นเศรษฐกิจการเกษตรที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกในยุคประมาณ 600 ปี จนถึงปัจจุบัน

เครื่องเทศเป็นที่นิยมอย่างมากในอารยธรรมตะวันตก และนิยมมาเป็นเวลานานแล้ว คาดกันว่า กรีกเป็นอารยธรรมแรกที่นำเครื่องเทศมาใช้ในการปรุงอาหารและในการทำเครื่องหอม ต่อมาโรมันจึงได้มีการนำไปใช้ต่อ ขณะเดียวกัน มีหลักฐานการใช้เครื่องเทศในเมโสโปเตเมีย ตั้งแต่ประมาณ 5,000 ปีก่อน รวมถึงในอียิปต์ก็มีการค้นพบเครื่องในสุสานของฟารโรห์ ตั้งแต่เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนแล้ว

ในตำราอาหารของอะพิคิอุส Apicious ซึ่งถือกันว่าเป็นตำราอาหารเล่มที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบ (เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน) รวบรวมสูตรอาหารโรมัน 478 สูตร มีการใช้เครื่องเทศต่างแดนในปริมาณมาก ทั้ง พริกไทย ขิง ขมิ้น เครื่องเทศอินเดียอย่าง พัทชัก มาลาบาธรัม

ต่อมาเมนูอาหารในยุคกลาง มีการใส่เครื่องเทศเป็นส่วนผสมประมาณครึ่งหนึ่ง หรือบางเมนูอาจถึงสามในสี่เลยทีเดียว เครื่องเทศที่ใช้กันมากได้แก่ กานพลู ลูกจันทน์เทศ อบเชย พริกไทย หรือดอกจันทน์เทศ ว่ากันว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้เครื่องเทศเป็นที่นิยมมากมาจากการใช้เครื่องเทศเพื่อกลบกลิ่นความเค็มของเนื้อที่มักจะถูกหมักด้วยเกลือ เพื่อถนอมอาหารในยุคนั้น

pastedGraphic.png

กานพลู https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/3/33/Cloves.JPG/800px-Cloves.JPG

ตำรา Materia Medica (ปี ค.ศ.65) เป็นตำรับเภสัชเล่มแรก ได้กล่าวถึง การใช้เครื่องเทศว่า ในอินเดียใช้น้ำมันหอมระเหยของเครื่องเทศหลายชนิด เป็นยารักษาโรคอหิวาตกโรค และแพทย์แผนโบราณของไทยเองก็นำเครื่องเทศบางชนิด เช่น น้ำมันหอมระเหยของใบโหระพาและกระเพรา มาใช้ในการบำบัดรักษาอาการท้องอืด ปวดท้อง ท้องเดิน เป็นต้น

แหล่งผลิตเครื่องเทศที่สำคัญในยุคก่อนมาจากอินเดียและหมู่เกาะโมลุกกะ (ในประเทศอินโดนีเซียปัจจุบัน) และด้วยความที่เครื่องเทศนั้นมาจากดินแดนอันห่างไกล (สำหรับชาวตะวันตก) ที่มาของเครื่องเทศจึงเป็นเรื่องลึกลับ เครื่องเทศจึงมักถูกมองเชื่อมโยงกับความเชื่อต่างๆ มากมาย เช่น มีการมองว่า เครื่องเทศคือเศษไม้สวรรค์ที่หล่นลงมายังโลกสามัญ แน่นอนว่า การเติมความเชื่อเหล่านี้ ย่อมมีผลให้เครื่องเทศมีราคาสูงขึ้น และเป็นที่นิยมมากในหมู่ชนชั้นสูงในตะวันตก

แต่องค์ประกอบอีกประการที่มักพูดถึงกันไม่มากนักก็คือ เครื่องเทศส่วนใหญ่ที่นิยมกันนั้นมีน้ำหนักเบา และเก็บรักษาได้นาน ยิ่งประกอบกันกับความหายาก และพบได้ในท้องถิ่นเฉพาะ เครื่องเทศจึงมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับการค้าขายทางไกลแบบข้ามทวีป และเครื่องเทศก็เป็นสินค้าที่มีราคาแพงมากในยุคก่อน จนกระทั่งมีการท้วงติงที่พบในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในยุคโรมัน ซึ่งเป็นคำกล่าวของ พลินี เขียนไว้

“ไม่นานนัก อินเดียก็ดูดเอความร่ำรวยของเราไปเกือบ 55 ล้านเซสเตอร์เซส (หรียญโรมัน) แล้วส่งสินค้ากลับมาขายให้เราในราคาสูงกว่าต้นทุนถึง 10 เท่า”

เส้นทางการค้าเครื่องเทศยุคก่อน

ในอดีตเส้นทางการค้าเครื่องเทศมีอยู่ 2 เส้นทางหลักคือ หนึ่ง เส้นทางทางบก ผ่านเส้นทางที่เรียกว่า The Silk Road หรือทางสายไหม ซึ่งมีปลายทางอยู่ที่จีน และสอง เส้นทางทางทะเล ที่ผ่านทะเลแดง มาผ่านบริเวณพื้นที่ของชาวอาหรับ โดยเฉพาะเมืองท่าอเล็กซานเดรีย (ในประเทศอียิปต์ปัจจุบัน) จะเป็นศูนย์กลางทางการค้าเครื่องเทศที่สำคัญในยุคก่อน ไปจนถึงแหล่งเครื่องเทศในอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ดี เส้นทางที่มีปริมาณการค้ามากกว่าก็คือ เส้นทางทางทะเล

pastedGraphic.png

เส้นทางการค้าเครื่องเทศในยุคโบราณจนถึงยุคกลาง https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/74/Silk_route.jpg/1024px-Silk_route.jpg

ในอดีต พ่อค้าชาวโรมัน (อารยธรรมที่มีอิทธิพลสูงสุดในตะวันตก) สามารถเข้าถึงเส้นทางการค้าเหล่านี้ได้เอง ความเรื่องลมสินค้า ช่วยให้ชาวโรมันสามารถเดินเรือจากทะเลแดงไปยังอินเดียได้โดยตรง แต่หลังจากการค้าขายในเส้นทางนี้มานับพันปี เส้นทางการค้าทั้งสองทางนี้ก็เริ่มเกิดอุปสรรค และเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลกไปแบบสิ้นเชิง

เส้นทางการค้าทางทะเลแบบค่อนข้างเสรีเริ่มสะดุดหยุดลง เมื่อชาวอาหรับเริ่มหันนับถือศาสนาอิสลามและมีการรวมกลุ่มกันที่เข้มแข็งขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 641 กองทหารมุสลิมได้ยึดเมืองท่าอเล็กซานเดรียได้ การค้าเครื่องเทศที่ตะวันตกเคยค้าได้เอง จึงสะดุดหยุดลง และเปลี่ยนเป็นการค้าผ่านพ่อค้าและอำนาจของชาวมุสลิมแทน

เพื่อเพิ่มกำไรจากการค้าเครื่องเทศ ชาวมุสลิมใช้วิธีการค้าผูกขาดเครื่องเทศ โดยส่งผ่านเครื่องเทศไปยังเพียงไม่กี่จุดในยุโรป เวนิส ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสุลต่านมุสลิม ถือเป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องเทศที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในยุโรป ในปี ค.ศ. 1400 ปริมาณการค้าเครื่องเทศในเวนิสแต่ละปีสูงถึง 500 ตัน/ปี (โดยร้อยละ 60 เป็นพริกไทย) การผูกขาดเครื่องเทศทำให้เวนิสเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในยุคดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางอำนาจในโลกมุสลิม โดยอาณาจักรออตโตมันเติร์ก (ซึ่งเป็นมุสลิมอีกสายหนึ่ง) ขยายตัวขึ้น ในขณะที่อาณาจักรไบเซนไทล์กำลังหดตัวลง โมเดลการค้าเครื่องเทศของเวนิสก็เริ่มสั่นคลอน เช่น ในปี ค.ศ. 1410-1411 ราคาเครื่องเทศก็พุ่งพรวด ราคาพริกไทยในอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นถึง 8 เท่าในช่วงเวลานั้น

ต่อมาเมื่ออาณาจักรออตโตมันเติร์กสามารถเอาชนะกรีกและตุรกีตะวันตกในปี ค.ศ. 1451 และต่อมาก็เอาตีกรุงคอนสแตนติโนเปิล (ของอาณาจักรไบเซนไทล์) แตกในปี ค.ศ. 1453 อาณาจักรออตโตมันเติร์กก็เก็บค่าผ่านทางสำหรับเรือที่ผ่านทะเลดำในอัตราที่สูงมาก รวมถึงชาวเมมลุสก์ (ซึ่งเป็นคู่แข่งของอาณาจักรออตโตมันเติร์ก) ก็เพิ่มภาษีเครื่องเทศที่ผ่านเมืองอเล็กซานเดรียด้วย จนในที่สุด โมเดลการค้าเครื่องเทศแบบผูกขาดในยุคก่อนก็ล่มสลายลง พร้อมกับกำไรมหาศาลของเมืองเวนิสก็ค่อยๆ ลดลงไปด้วย

สู่ยุคแห่งการสำรวจ

การผูกขาดการค้าเครื่องเทศของชาวมุสลิมกระตุ้นให้ชาวยุโรปออกแสวงหาเส้นทางใหม่ ในการเข้าถึงเครื่องเทศได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าและอำนาจของชาวมุสลิมอีก

แนวทางในการค้นหาและพัฒนาเส้นทางการค้าใหม่แบ่งเป็น 2 ความคิดเห็น ทางแรกคือ การเดินเรือไปทางทิศตะวันตก และเชื่อว่า โลกนั้นเป็นทรงกลม ดังนั้น หากเดินทางรอบโลกก็จะพบกับอินเดีย ซึ่งแนวทางแรกนี้ มีคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นผู้บุกเบิกสำคัญ และได้ประสบความสำเร็จในการขอทุนจากราชอาณาจักรสเปน ส่วนทางที่สองคือ การเดินทางอ้อมทวีปแอฟริกา ตามเส้นทางที่เจ้าชายเฮนรี่นักสำรวจของโปรตุเกสเคยได้สำรวจไว้ในช่วงปี ค.ศ. 1420 แนวทางนี้มีราชอาณาจักรโปรตุเกสเป็นแหล่งสนับสนุนสำคัญ

ปรากฏว่า ในปี ค.ศ. 1492 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ก็มาถึงหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียนส์ (ซึ่งต่อมาก็ค้นพบทวีปอเมริกา หรือโลกใหม่) แต่ไม่พบเครื่องเทศ และต่อมาทวีปอเมริกาก็กลายเป็นแหล่งที่ค้นพบพืชพันธุ์การเกษตรหลายชนิด และสร้างความร่ำรวยให้กับสเปนจากทองคำในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งจะขอนำไปกล่าวถึงในบทความอื่นๆ ต่อไป

ในฝากของราชอาณาจักรโปรตุเกสนั้นในช่วงแรกก็รอดูทีท่าของอาณาจักรสเปน แม้ว่าจะสามารถเดินทางอ้อมแหลมกู้ดโฮปในแอฟริกาใต้ได้แล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1488 แต่เมื่อการเดินทางครั้งที่สองของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ในปี ค.ศ. 1496 ไม่พบเครื่องเทศ โปรตุเกสจึงเร่งลงทุนในการพัฒนาเส้นทางการค้าของตนเอง โดยในปี ค.ศ. 1497 กัปตันวาสโก ดากามา ของโปรตุเกส และประสบความสำเร็จในการเดินทางจนถึงอินเดียในปีต่อมา และนำเครื่องเทศกลับมายังโปรตุเกสในปี ค.ศ. 1499

การค้นพบเส้นทางการค้าใหม่ของวาสโก ดากามา เป็นสัญญาณบอกให้ชาวยุโรปทราบว่า การเข้าถึงเครื่องเทศโดยไม่ผ่านโลกมุสลิมนั้นมีความเป็นไปได้ 

pastedGraphic.png

ไม่น่าแปลกใจที่โปรตุเกสจะเป็นชาติแรกที่ลงทุนในการสร้างกองเรือขนานใหญ่ในการสร้างการค้าดังกล่าว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1500 (เรือหนึ่งลำในกองเรือของโปรตุเกสได้ออกสำรวจนอกเส้นทางแล้วไปพบบราซิล ซึ่งในตอนนั้น ยังไม่ทราบว่า เป็นดินแดนในทวีปอเมริกาใต้ และโปรตุเกสก็ได้ยึดครองพื้นที่ดังกล่าวด้วย) และได้เครื่องเทศกลับมาที่ลิสบอนแบบเต็มลำในปี ค.ศ. 1501 แต่ข่าวดีที่ลิสบอนกลับกลายเป็นข่าวร้ายสำหรับเวนิส ซึ่งก้าวเข้าสู่ภาวะล่มสลายทางธุรกิจเครื่องเทศในปีต่อมา